รู้จักกับ ..รูปร่างและอวัยวะที่ดีของสุนัขพิทบูล
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
ตุลาคม 18, 2019, 03:59:10 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้จักกับ ..รูปร่างและอวัยวะที่ดีของสุนัขพิทบูล  (อ่าน 10027 ครั้ง)
ปื้น ปากพนัง
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม.
member
*

คะแนน173
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 531


« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2015, 01:20:03 PM »




หัว (Head)
         หัวของสุนัขอเมริกันพิทบูลนับได้ว่ามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น หัวของอเมริกันพิทบูลจะต้องมีกะโหลกใหญ่ และกว้าง ซึ่งให้ความรู้สึกได้ถึงความมีพละกำลังที่แข็งแรง แต่ว่าหัวของสุนัขพันธุ์นี้ไม่ได้สัดส่วนกับขนาดรูปร่างของมัน เมื่อมองดูจากด้านหน้า หัวของอเมริกันพิทบูลจะมีลักษณะคล้ายลิ่ม กว้าง ทู่ แต่เมื่อมองดูจากด้านข้าง กะโหลกและปากของมันจะขนานกัน และมีตำแหน่งจรดกันที่จุดลึกปานกลาง มีส่วนเว้าบนขอบเบ้าตา(รอยเว้าแหว่งมีได้เฉพาะบริเวณข้างลูกตา) แต่ไม่เด่นมาก หัวมีส่วนประกอบที่ชัดเจน ผสมผสานกับความแข็งแกร่ง ได้อย่างสวยงามซึ่งเป็นบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว

หัวกะโหลก (Skull)
         กะโหลกที่ใหญ่ แบน หรือค่อนข้างกลม ลึก และกว้างระหว่างตา เมื่อมองจากข้างบน กะโหลกจะเรียวไปด้านหน้า กล้ามเนื้อที่แก้มเห็นได้อย่างเด่นชัด แต่จะต้องไม่มีรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก เมื่อใดที่สุนัขพันธุ์นี้อยู่ในระหว่างใจจดใจจ่อ(ตั้งใจ) รอยย่นจะปรากฏขึ้นบนหน้าผากได้ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจของสุนัขสายพันธุ์นี้ 
 
ปาก (Muzzle)
         ปากกว้างและลึก โดยมีความเรียวเล็กน้อยที่ปลายจมูก และลาดลงเล็กน้อยใต้ตา ความยาวของปากสั้นกว่าความยาวของกะโหลก ในอัตราส่วนประมาณ2:3ที่ซึ่งขนานกัน เส้นบนของปากเป็นเส้นตรง ส่วนกรามล่างนั้นจะกว้างและลึก ริมฝีปากสะอาดและตึง
         ข้อบกพร่อง (Faults) ปากแหลมเหมือนปากนก ปากเล็ก และกรามล่างไม่แข็งแรง

ฟัน (Teeth)
         อเมริกันพิทบูลมีฟันที่สมบูรณ์ในช่วงระยะห่างที่เท่ากัน ฟันขาวที่สบกันแบบกรรไกร
         ข้อบกพร่อง(Faults): ฟันบนและล่างไม่สบกันแบบกรรไกรกัน
         ข้อบกพร่องที่ร้ายแรง(Serious Faults): ฟันล่างยื่นล้ำฟันบนออกมาหรือฟันบนยื่นล้ำฟันล่างออกมามากเกินไป (Undershot or Overshot) ปากเบี้ยว ฟันขาด (ไม่ครบชุด)

จมูก (Nose)
         จมูกใหญ่และมีรูจมูกที่กว้าง อาจมีจมูกได้หลายสี

ตา (Eyes)
         ตามีขนาดปานกลาง มีชีวิตชีวา กลมเหมือนถั่วอัลมอนด์ ตาอยู่ในตำแหน่งดี ต่ำกว่ากะโหลก ตาทุกสียอมรับได้ ยกเว้นตาสีฟ้า ที่ซึ่งถือว่าเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง และไม่ควรมองเห็นเยื่อของเปลือกตาที่ปลิ้นออกมา
         ข้อบกพร่อง: ตาสีฟ้า
         ข้อบกพร่องที่ร้ายแรง: ตาโปน ตาทั้งสองข้างคนละสี ตาสีฟ้า



หู (Ears)
         ใบหูที่ระวังระไวและมีชีวิตชีวานั้นจะตั้งสูง อาจจะตัดหูหรือไม่ตัดหูก็ได้แล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละบุคคล ถ้าหูเป็นแบบธรรมชาติที่ซึ่งไม่ได้ตัดหูนั้น อาจจะพับครึ่งลงมาหรืออาจจะตั้งตรง หรือแบนเรียบ สำหรับหูที่กว้างเกินไปไม่เป็นที่ต้องการ

คอ (Neck)
         คอมีความยาวปานกลาง แข็งแรงและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เป็นเส้นโค้งพอเหมาะบรรจบกับหลัง คอค่อยๆกว้างออกจากจุดเชื่อมกะโหลกไปถึงไหล่ มีขนคอที่แน่นตึง ไม่มีเหนียง
         ข้อบกพร่อง: คอสั้นมากและหนา คอเล็กหรือไม่แข็งแรง คอคล้ายกับแกะตัวเมีย มีเหนียง

ส่วนหน้า (Forequarters)
         กระดูกหัวไหล่ยาว กว้าง ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และอยู่ค่อนไปทางข้างหลัง กระดูกหัวไหล่นี้จะมีความยาวเกือบเท่ากับความยาวของกระดูกขาท่อนบน และกระดูกจะต้องอยู่ในมุมได้อย่างถูกต้อง ขาหน้าแข็งแรง และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ข้อศอกอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับลำตัว เมื่อมองจากด้านหน้า ตำแหน่งของขาหน้าจะกว้างออกได้อย่างชัดเจน และตั้งฉากกับพื้นดิน กระดูกที่ติดกับกระดูกขาท่อนล่างของขาหน้านั้นจะสั้น แข็งแรง ตั้งตรง และมีความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี เมื่อมองจากด้านข้าง กระดูกที่ติดกับกระดูกขาท่อนล่างของขาหน้านี้เกือบจะตั้งตรง
         ข้อบกพร่อง: มีไหล่สูงหรือตั้งเกินไป ข้อศอกบิดงออย่างชัดเจน หรือติดกันจนเกินไป ขาในส่วนที่ต่อจากกระดูกขาท่อนล่างของขาหน้าจะอยู่ในระดับต่ำเกินไป ข้อเท้าสูง นิ้วเท้าหลบใน หรือโผล่ออกมามากเกินไป

ลำตัว (Body)
         ลำตัวใหญ่ กว้าง และมีลักษณะกลมและลึกลงมาตลอดลำตัวจนถึงบริเวณอก เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับหัวใจและปอด แต่ความกว้างของช่วงอกควรมีสัดส่วนที่พอดีกับความลึก คือความกว้างไม่มากกว่าความลึก ช่วงอกหน้าไม่ควรขยายมากเกินกว่าหัวไหล่ซี่โครงแผ่ขยายจากกระดูกสันหลัง และไปเชื่อมกับข้อศอก ประกอบกันเป็นรูปร่างลำตัวที่ดูลึก ส่วนบนโค้งลงเล็กน้อยจากตะโพก ถึงหลัง ช่วงท้องสั้น โค้งเล็กน้อยไปถึงส่วนบนของตะโพก ตะโพกลาดลงเล็กน้อย

ช่วงหลัง (Hindquarters)
         ช่วงหลังแข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และมีความกว้างอย่างเหมาะสมตะโพกมีสัดส่วนดีระหว่างทั้งสองด้าน และลึกจากกระดูกเชิงกรานถึงจุดอวัยวะเพศ กระดูก และ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อช่วงหลังสมดุลกับช่วงหน้า ขาท่อนบนหนาได้รูป เห็นกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน เมื่อมองจากด้านข้างข้อเท้ามีส่วนโค้งที่ได้สัดส่วน และอุ้งเท้าหลังอยู่ในตำแหน่งดี และตั้งฉากกับพื้น เมื่อมองจากด้านหลัง อุ้งเท้าหลังตรงเป็นรูปขนาน
         ข้อบกพร่อง: ช่วงหลังแคบและสั้น จากกระดูกเชิงกรานถึงอวัยวะเพศไม่มีกล้ามเนื้อ ข้อต่อตรงหรือเป็นเหลี่ยมมุมมากเกินไป ข้อเท้าเหมือนข้อเท้าวัว ขางอ

เท้า (Feet)
         เท้ากลม มีสัดส่วนเหมือนสุนัขทั่วไป นิ้วเท้าโค้งคุ้มได้ขนาด อุ้งเท้าแข็งแรง และรองรับกันดี นิ้วเล็บส่วนเกิน(นิ้วติ่งหรือนิ้วหัวแม่มือ) อาจจะถูกกำจัดออกไปก็ได้
         ข้อบกพร่อง: เท้าแบะ

หาง (Tail)
         หางอยู่ในตำแหน่งที่ต่อมาจากส่วนบน และเรียวลงล่าง เมื่อสุนัขอยู่ในอารมณ์ที่เป็นปกติ หางจะชี้ลงอยู่ในตำแหน่งระดับข้อเท้า เมื่อสุนัขเคลื่อนไหว หางจะอยู่ในระดับเส้นหลัง เมื่อสุนัขอยู่ในอาการตื่นเต้น หางจะยกขึ้น แต่ไม่ม้วนมากจนถึงหลัง
         ข้อบกพร่อง: หางยาวกว่าระดับข้อเท้า
         ข้อบกพร่องที่ร้ายแรง: หางม้วน หางงอ
         ข้อห้ามที่ทำให้หมดสิทธิ์: หางพุ่ม


ขน (Coat)
          ขนมีลักษณะเป็นเส้นตรง สั้น เรียบติดตัว เป็นเงางาม เรียบ ละเอียด และการจัดวางของเส้นขนจะหยาบเพียงพอสำหรับที่จะป้องกันผิวหนังได้
        ข้อบกพร่อง: ขนงอหยิก ม้วนเป็นคลื่น ขนบางไม่หนา
         ข้อบกพร่องที่ร้ายแรง: ขนยาว

สี (Color)
          สุนัขพันธุ์นี้จะออกมาในหลากหลายสีสัน จากสีครีมไปจนถึงสีดำ รวมทั้งเฉดสีน้ำตาลแกมเหลืองและสีแดง ลายเสือรูปแบบของลายซึ่งเราอาจจะเห็นในหลายๆเฉดสี ก็ยังเป็นที่น่าจับตาเป็นพิเศษ แต่ละสียังมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย

 ความสูงและน้ำหนัก (Height and Weight)
          อเมริกันพิทบูลควรมีความแข็งแรงและความว่องไว ดังนั้นน้ำหนักและส่วนสูงไม่ค่อยจะมีความสำคัญซักเท่าไหร่ สัดส่วนที่พอดีของน้ำหนักและส่วนสูงนั้น น้ำหนักสำหรับสุนัขตัวผู้(ที่โตเต็มที่แล้ว) อยู่ระหว่าง35-60ปอนด์ น้ำหนักสำหรับตัวเมีย (ที่โตเต็มที่แล้ว) จะอยู่ระหว่าง30-50ปอนด์ หากสุนัขที่มีน้ำหนักไม่อยู่ในเกณฑ์นี้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าจะต้องไม่ผอมจนเกินไป หรือมีสัดส่วนน้ำหนักและส่วนสูงที่มากเกินไป


ขอบคุณ http://www.1009seo.com/


บันทึกการเข้า

ปื้น ปากพนัง
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม.
member
*

คะแนน173
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 531


« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2015, 01:58:56 PM »



ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษ ไอร์แลนด์ และสก๊อตแลนด์ เริ่มทำการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างสุนัขพันธุ์บูลด๊อก (bulldog) กับสุนัขพันธุ์เทอร์เรีย (terriers) เพื่อหวังว่าจะได้สุนัขที่มีความเป็นหนึ่งเดียวในตัวเดียวกันที่มีทั้งความ เป็นมืออาชีพในด้านความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและคล่องแคล่วว่องไว (gameness) อย่างสุนัขเทอร์เรีย (terrier) ..กับมีพละกำลังและแข็งแรงอย่างบูลด๊อก (bulldog)

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

สุนัขพันธุ์บูลด๊อก(bulldog)
               บูลด๊อกอังกฤษดั้งเดิม(Old English bulldog)เป็นสุนัขที่มีขนาดกะทัดรัด ลำตัวกว้าง มีกล้ามเนื้อชัดเจน สะท้อนภาพลักษณ์ได้อย่างสุนัขชื่อ Crip และ Rosa ความสูงถึงหัวไหล่ราว 15 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 45 ปอนด์(20 กก.) ลักษณะพิเศษโดยเฉพาะของสายพันธุ์คือ มีขากรรไกรล่างยื่นออกมาล้ำหน้าขากรรไกรบนเพื่อความแข็งแกร่งในการงับใน ลักษณะแบบคีม จมูกฝังลึกเข้าไปยังใบหน้าเพื่อให้สามารถสูดอากาศได้เพียงพอในขณะที่ปากงับ วัวอยู่

กีฬากระหายเลือดของคนอังกฤษ ที่ชื่อ ล่าวัว (bull baiting) ยอมรับแต่สุนัขลัษณะพิเศษแบบ Old English bulldogใช้ในการแข่งขันเท่านั้น สถานที่หลักที่ใช้ในการแสดงในกรุงลอนดอนคือ Westminster Pit นักผสมพันธุ์สุนัขที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในสมัยนั้นที่พัฒนาสายพันธุ์ Old English bulldog มาเป็นบูลด๊อกสมัยใหม่คือคนขายสุนัขชื่อ Bill george



              สุนัขสายพันธุ์เทอร์เรีย(terrier)
 เป็นสุนัขที่มีมากมายหลายสายพันธุ์ และยังอาจหมายรวมถึงสุนัขพื้นเมืองที่ใช้งานเป็นนักล่าที่มีตัวขนาดเล็ก ผอมบาง คล่องแคล่วว่องไวอย่างสูง และที่เป็นสุนัขกล้าหาญเด็ดเดี่ยว

   สุนัขสายพันธุ์เทอร์เรียมีความแตกต่างที่หลากหลายในขนาดตั้งแต่น้ำหนัก 2 ปอนด์ จนถึง 70 ปอนด์ และถูกแยกแยะตามบทบาทการใช้ประโยชน์และขนาดของมัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม และในแต่ละกลุ่มยังมีความแตกต่างที่หลากหลายของสายพันธุ์ไปอีกสายพันธุ์ เทอร์เรียส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นมาจากที่อังกฤษและไอร์แลนด์ พวกมันใช้ในการกำจัดหนู กระต่าย และสุนัขจิ้งจอกควบคู่ทั้งบนบกและใต้ดิน เทอร์เรียบางสายพันธุ์ที่ตัวโตหน่อยใช้ในการล่าตัวbadger (สัตว์ที่คล้ายพังพอนขนาดใหญ่)

                คำว่าเทอร์เรียเป็นคำที่มาจากภาษาในตอนกลางของประเทศฝรั่งเศสที่มีต้นกำเนิดจากภาษาลาตินว่าterraที่แปลว่าพื้นดิน อย่างไรก็ตามมีการบันทึกเป็นพิเศษว่ายังใช้ในการตามล่าหนูตามแม่น้ำ และตัวนากในบริเวณน้ำที่ลึก

               สุนัขเทอร์เรียที่เลี้ยงในถิ่นที่อยู่อาศัยที่แตกต่าง จะเหมาะไปตามการใช้ล่าและกำจัดสัตว์ที่เป็นศัตรูพืชไร่ตามถิ่นนั้นๆความเป็นมืออาชีพ(gameness)ในช่วงระยะแรกของสุนัขสายพันธุ์เทอร์เรีย ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ ในรายการแข่งขัน คือ การกำจัดหนูในสังเวียน และเป็นสุนัขที่ชนะในการฆ่าหนูทั้งหมดได้ที่เร็วสุด


ในคริสต์ศวรรษที่17
                สุนัขเทอร์เรียบางส่วนถูกนำไปใช้ผสมข้ามพันธุ์กับสุนัขในสายตระกูลล่าสัตว์(Hounds)เพื่อพัฒนาความเป็นนักล่าของมัน และบางส่วนใช้ผสมกับสุนัขสายพันธุ์ที่ใช้ในการต่อสู้กับสุนัขด้วยกันเพื่อ เพิ่มความดื้อรั้น รุนแรงและกล้าหาญยิ่งขึ้น ดังบางตัวอย่างของสายพันธุ์ Bull and Terrier ที่ใช้ในเกมส์กีฬาเลือด “กัดสุนัข(Dog fighting)
บันทึกการเข้า
ปื้น ปากพนัง
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม.
member
*

คะแนน173
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 531


« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2015, 02:55:57 PM »


ในตอนปลายคริส์ตศักราช1800 ถึงต้นคริส์ตศักราช1900 มีสมาคม 2 สมาคมถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์โดยเฉพาะในการจดทะเบียนสุนัขพันธุ์ อเมริกันพิทบูล คือ The United kennel Club และ American Dog Breeders Association

       The United kennel Club จัดตั้งขึ้นในคศ.1898 และยอมรับรองการจดทะเบียนเป็นรายแรกของสายพันธุ์ใน ระยะแรกสุนัขถูกผสมพันธุ์ขึ้นมาเพื่อกิจกรรมสู้วัวbait bull และสู้หมี bait bear เมื่อกีฬาสู้วัวดูรู้สึกไร้มนุษยธรรม กีฬาล่าหนู เป็นอีกกีฬาหนึ่งโดยนำหนูจำนวนมากใส่ลงในสังเวียนเพื่อให้ถูกฆ่าในเวลาที่ กำหนด กับกีฬากัดสุนัข เป็นที่นิยมแทนกันมากขึ้น อเมริกันพิทบูลถูกใช้ในกีฬาทั้งสองชนิดนี้ และความนิยมแพร่หลายในการแข่งขันภายในสังเวียน(Pit) คำว่าพิท Pit จึงถูนำมาเพิ่มไว้ในชื่อของสุนัข

       กาลเวลาเดียวกัน สุนัขเริ่มเป็นที่คุ้นเคยแพร่หลายในการใช้เป็นสัตว์เลี้ยงในครัวเรือนด้วย เหตุเพราะความเป็นมิตรอย่างมากกับชาวบ้าน ในประเทศอเมริกา ชาวนา และผู้ทำอาชีพปศุสัตว์ใช้สุนัขอเมริกันพิทบูลในการป้องกันภัย เป็นสุนัขล่าเหยื่อจำพวกสัตว์กึ่งสัตว์ป่าและแกะ ใช้ล่าสัตว์และต้อนฝูงปศุสัตว์ สุนัขเหล่านี้ยังถูกใช้งานในระหว่างสงครามโลกครั้งที่1 และ 2ในหน้าที่ส่งข่าวสารในสนามรบ

       ในสมัยรัชกาลพระราชินีแอนน์ของสหราชอณาจักร(คศ.1665-คศ.1712) มีการจัดกีฬาสู้วัวขึ้นในใจกลางกรุงลอนดอนในสถานที่ซึ่งเรียกว่า Hockley-in-the-Hole 2ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ และเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเมืองในชนบทอย่างสแตมฟอร์ดในหมู่บ้านที่ชื่อทัชบู รี่ วัวจะถูกล่าไปในถนนในงานฉลองประจำปีวัวมักจะถูกนำมาไว้ในสถานที่ ที่ก่อสร้างไว้เป็นสังเวียนในลักษณะสนามกีฬาโครงสร้างเป็นรูปวงกลม(ring) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า bullring หรือสนามสู้วัว วัวจะถูล่ามไว้กับหลักที่เป็นเสาเหล็ก และสามารถเคลื่อนที่ได้ในพื้นที่30ฟุต จุตประสงค์หลักของกีฬาคือการให้สุนัขหยุดการเคลื่อนไหวของวัวลงให้ได้ก่อน

        การแข่งขันจะเริ่ม วัวจะถูกเป่าพริกไทยเข้าไปในจมูกเพื่อยั่วยุให้มันโมโหก่อนการต่อสู้ ผลความสำเร็จของการโจมตีของสุนัขคือการล๊อคฟันที่แข็งแรงของมันบนจมูกวัว สุนัขพันธุ์ Old English bulldog ถูกผสมพันธุ์มาเพื่อกีฬาชนิดนี้โดยเฉพาะร่าง พระราชบัญญัติการปรามปรามกิจกรรมเหล่านี้ถูกยื่นญัตติเสนอผ่านสภาล่างของรัฐ ในคศ.1802 แต่แพ้โหวตด้วยคะแนน 13 เสียง และไม่ผ่านจนกระทั่งคศ.1835 ในที่สุดเป็นที่ยอมของรัฐสภาและออกประกาศกฤษฏีกาชื่อ “พระราชบัญญัติการกระทำทารุณกรรมสัตว์คศ.1835” ซึ่งห้ามบ้านใดๆมีสังเวียน หรือสถานที่เพื่อการต่อสู้กับสัตว์ หรือต่อสู้กันของวัว หมี สุนัข หรือสัตว์ชนิดใดๆทั้งสิ้น

เป็นการใช้สุนัขกัด กับวัว ครั้งแรก

          ราชินีแอนด์  ท่านการโจมตีวัวที่ถือว่าสุดยอดที่สุดของสุนัขสู้วัว  ตามข้อมูลกรณีศึกษาที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในคศ.2005 ของสถาบันศึกษาด้านกฎหมายมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งการกัดสุนัขเป็นสิ่งที่ถือว่าถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และได้รับอนุญาตและส่งเสริมเป็นทางการในช่วงระยะที่ยังเป็นอาณานิคมของ อังกฤษ(คศ.1600-1776) และต่อเนื่องไปถึงในสมัยพระราชินีวิตอเรีย(คศ.1837-1901)จนถึงตอนปลายศตวรรษ ที่19 ช่วงต้นศตวรรษที่19 ได้เห็นตัวอย่างการพัฒนาของสุนัขพันธุ์สตาฟฟอร์ดบูลเทอรเรียในประเทศอังกฤษ การนำเข้าครั้งแรกมีเกิดขึ้นเมื่อปีคศ.1817 การจัดการแข่งขันกัดสุนัขได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกา และเป็นที่ยอมรับส่งเสริมโดยสมาคมสุนัขUKC(United Kennel Club) ขณะที่กิจกรรมนี้กำลังเติบโตเป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมาก มีสิ่งที่ถูกกระทำในทางตรงกันข้ามคือ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่20 UKC หยุดการสนับสนุน ภายในคศ.1960 ส่วนใหญ่ของรัฐต่างๆในสหรัฐถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และจนถึงในคศ.1976 ทั่วทุกๆรัฐถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความผิด ถึงกระนั้นการบังคับใช้กฎหมายโดยทั่วไปยังไม่เข้มงวดนัก

             ในตอนปลายศตวรรษ ที่20 ขณะที่การกัดสุนัขกลายเป็นสิ่งที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นในถิ่นยากจนของเมือง หลักๆของสหรัฐ การศึกษาวิจัยและสอบสวนเปิดเผยให้เห็นถึงการเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องอย่าง แน่นหนากับแก๊งอิทธิพลข้างถนนและกลุ่มที่เป็นปัญหาสังคม จึงมีการพยายามบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น..

แม้ว่ามีการหยิบยกข้อกฎหมายมาอ้าง สุนัขก็ยังถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ในการใช้ต่อสู้แพร่หลายไปทั่วทั้ง ทวีปอเมริกา สุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบูลเทอร์เรียเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ ใช้ในการต่อสู้ แต่สายพันธุ์ต่างประเทศอย่าง โดโก อเจนติโน่(ที่นิยมอย่างแพร่หลายในอเมริกาใต้) และพันธุ์Perro de Presa Canarioก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน สุนัขพันธุ์โดโก อเจนติโน่ตอนนี้มักเห็นในรายการแข่งขันในสหรัฐในพื้นที่ที่มีการห้ามเลี้ยง สุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบูลเทอร์เรีย ในไมอามี่ ฟอริดา สุนัขพันธุ์โดโก อเจนติโน่เป็นพันธุ์หลักที่ใช้เลือกในการแข่งขัน และถูกใช้ในการต่อสู้ตั้งแต่การจัดการแข่งขันระดับองค์กรจนถึงการกัดกันใน ระดับข้างถนน

การกัดสุนัขในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นกิจกรรมที่ผิดกฏหมาย การต่อสู้กันของสุนัขที่ฝึกมาโดยเฉพาะเป็นการแสดงที่ถูกจัดขึ้นเพื่อความ บันเทิงและการพนัน กิจกรรมเหล่านี้เริ่มมีขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงต้นคริส์ตศตรรษที่19 และค่อยๆถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายในทุกๆรัฐ มันเป็นกิจกรรมที่ผิดกฏหมายที่ยังมีการดำเนินต่อไปอย่างลับๆทั้งในสถานที่ ที่เป็นชนบทและในเมือง

            ในตอนปลายคริศ์ตศตวรรษที่20 และต้นคริส์ตศตวรรษที่21 ศูนย์วิจัยและสืบสวนอาชญากรรมรายงานว่า ปัญหาเชื่อมโยงของการกัดสุนัขที่เป็นการละเมิดต่อสวัสดิภาพสัตว์อย่างร้าย แรงในสหรัฐอเมริกามีความเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชกรรม(มาเฟีย)และยากต่อการแก้ไข ตำรวจและเจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ของท้องถิ่นและของรัฐได้ร่วมกันในหลายภาค ของประเทศจู่โจมทลายสังเวียนกัดสุนัขแหล่งต่างๆ ในปีคศ.2007 สภาคองเกรสของสหรัฐได้ออกกฎหมายบังคับถือปฏิบัติครอบคลุมทุกรัฐสำหรับการ จัดการกับการฝ่าฝืนจัดกิจกรรมการกัดสุนัข โดยได้กำหนดเป็นความผิดในระดับอาชญากรรม รวมทั้งกำหนดบทลงโทษจำคุกหลายปี และต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงินมหาศาลในการกระทำผิดแต่ละครั้ง(โทษจำคุกไม่ เกิน 5 ปี ปรับเงิน 250,000 เหรียญ และควบคุมความประพฤติ 3 ปี)

ในเดือน เมษายนของปีคศ.2007 กิจกรรมผิดกฎหมายที่เป็นข่าวแพร่สะพัดเป็นที่สนใจอย่างมาก เมื่อมีการพิสูจน์หลักฐานกล่าวหานักกีฬาอเมริกันฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียง ชื่อไมเคิล วิคค์(ควอเตอร์แบ๊คของทีมแอตแลนต้า ฟอลคอน)มีสังเวียนกัดสุนัขอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยของเขา คดีนี้จบลงด้วยการถูกตัดสินลงโทษจำคุก 23 เดือน





ขอบคุณ http://www.1009seo.com
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!