แจ๊ค หม่าแห่งAlibaba.com ผู้ชายธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจากเด็กเกเรสู่เศรษฐีหมื่นล้าน..
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
ตุลาคม 22, 2021, 02:38:29 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แจ๊ค หม่าแห่งAlibaba.com ผู้ชายธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจากเด็กเกเรสู่เศรษฐีหมื่นล้าน..  (อ่าน 7974 ครั้ง)
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2014, 10:30:11 AM »




จำหน้าไว้นะครับ "หม่าหยุน" หรือ "Jack Ma" ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ นาม 'Alibaba.com'  ...คนนี้แหละจะมาเขย่าวงการค้าออนไลน์ ให้ทั้งโลกกระเทิอน  Lips Sealed


บันทึกการเข้า

ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2014, 10:37:28 AM »




ในวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ศาลามหาประชาคมเมืองหังโจว คราคร่ำไปด้วยผู้คนกว่า 3,200 คนที่สวมเสื้อยืดสกรีนสัญลักษณ์ของอลิบาบา (alibaba.com)เว็บอีคอมเมิร์ซชื่อดังของจีนที่มีถิ่นกำเนิดในหังโจว และยาฮูไชน่า โดยเป็นพนักงานของอลิบาบา ราว 2,500 คน และพนักงานจากยาฮู ซึ่งมีฐานในปักกิ่งอีก 700 คน การรวมตัวกันครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของคนจากสองเว็บชื่อดังมาเจอกันอย่างเป็นทางการหลังจากที่ยาฮูซื้อหุ้น 40% อันเป็นมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐของอลิบาบา บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความแช่มชื่น และทุกครั้งที่หม่าหยุน 马云 หรือแจ๊ค หม่า ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อลิบาบากล่าวถึงเป้าหมาย สายตาจากผู้คนข้างล่างก็จะเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและชื่นชม....

จากเด็กเกเรสู่เศรษฐี 4,000 ล้าน
       
       ดูจากอดีตแล้ว อาจไม่เชื่อว่าคนอย่างหม่าหยุนจะผงาดขึ้นเป็นเศรษฐีพันล้านได้ เพราะในช่วงต้นของยุค 80 เขายังเป็นวัยรุ่นที่มีผลการเรียนย่ำแย่และเกเรมาก แต่โชคดีที่เขากลับตัว หันมาเอาจริงเอาจังกับการเรียนภาษาอังกฤษ และมุ่งมั่นกับการสอบเอนทรานซ์ ที่สุดท้ายก็สามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในเมืองหังโจวได้ และเป็นบัณฑิตเพียงคนเดียวในรุ่นที่กลายเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย
       
       ในปี 1995 หม่าหยุนคนที่เชื่อกันว่าเป็นคนที่ ‘มีภาษาอังกฤษดีที่สุดในหังโจว’ ก็ได้งานชิ้นหนึ่งที่ต้องเดินทางไปยังสหรัฐ โดยตำแหน่งแล้วเขาคือตัวแทนเจรจา แต่หน้าที่หลักคือการไปขอเงินจากบริษัทในสหรัฐ หม่าหยุนรำลึกอดีตเล่าให้ฟังว่า ในช่วงแรกที่รับงานนั้นรู้สึกว่าเป็นงานไม่ยากและได้รับการดูแลอย่างดีเมื่อถึงจุดหมาย แต่ทว่าเมื่ออยู่ไปได้ระยะหนึ่งจึงตระหนักว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมตัวและพบว่าบริษัทดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังกับแก๊งมาเฟีย หลังจากนั้น เขายังโดนโกหกว่าจะพากลับหังโจว แต่ในที่สุดกลับถูกทิ้งให้อยู่ที่สนามบินโดยไม่มีสัมภาระใดๆ ติดตัวเลย
       
       ยังดีที่หม่าหยุนยังพอมีโชคอยู่บ้าง เพราะในกระเป๋ากางเกงของเขามีเงินจากการโยกสลอตแมชชีนที่ลาสเวกัสอยู่ 600 ดอลลาร์ จึงรีบใช้เงินนี้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปหาเพื่อนที่ซีแอตเติล และที่นี่เอง ที่หม่าหยุนได้พบกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่แผ่นดินใหญ่น้อยคนนักจะรู้จักในตอนนั้น
       
       “ผมให้เพื่อนช่วยหาคำว่า ‘ประเทศจีน 中国’ ก็ไม่มีผลอะไรออกมา ไหนจะคำว่า ‘เบียร์ 啤酒’ ก็มียี่ห้อต่างๆ ของทั้งสหรัฐฯ ของเยอรมนี แต่ว่าไม่มียี่ห้อของจีน ผมจึงรับรู้ได้ว่าจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือช่วยทำให้แบรนด์ของจีนให้เป็นที่รับรู้ให้ได้”
       
       เมื่อกลับมาถึงหังโจว หม่าหยุนรีบเชิญเพื่อนๆ มาประชุมที่บ้าน รวมสมาชิกวันนั้นได้ 24 คน เขาประกาศในที่ประชุม 2 เรื่อง คือ 1. จะลาออกจากงาน และ 2. จะทำเว็บไซต์ โดยจะเริ่มต้นที่เว็บเยลโล เพจเจสของจีน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า สมาชิกทั้ง 24 คนนั้นก็เห็นดีเห็นงามไปกับเขา และเดินตามเขามาจนวันนี้เข้าปีที่ 10 แล้ว





แจ๊คหม่ากับมาซาโยชิ ซัน หุ้นส่วนใหญ่ของยาฮู และMark Schwartz อดีตประธานโกลด์แมน แซคช์ (เอเชีย)

--------------

       ในวันแรกที่ธุรกิจของเขาเริ่มต้น อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ก็คือสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้ารู้ว่าเขาไม่ใช่คนหลอกลวง ในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตอยู่จริง
       
       หลังจากนั้นในปี 1999 ที่หม่าหยุนมีอายุได้เพียง 34 ปี เขาก็ได้ก่อตั้งเว็บไซต์อลิบาบาขึ้น จนบัดนี้เว็บดังกล่าวก็มีอายุได้ 6 ปีแล้ว นิตยสารฟอร์บส์เชื่อว่า หม่าหยุนคนนี้มีแผนส่งออกผลิตภัณฑ์เมดอินไชน่าผ่านเว็บไซต์อลิบาบาไปยังทั่วโลก
       
       ปัจจุบัน อลิบาบาเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชแห่งโลกไซเบอร์ ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างผู้ประกอบการกว่า 7 ล้านแห่งจาก 200 ประเทศ กับผู้ประกอบการจีนอีก 2 ล้านรายทุกวันร่วมกันดำเนินธุรกิจค้าขายกันบนโลกออนไลน์ จากการประเมินพบว่า มูลค่าทางตลาดของอลิบาบาหลังจากร่วมมือกับยาฮูแล้ว ได้เพิ่มขึ้นเป็น 4,250 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับยักษ์ใหญ์เว็บไซต์ของจีนอีก 2 ราย คือ shanda.com กับ netease.com และเมื่อมีการจัดอันดับเศรษฐีแดนมังกรของหูรุ่นรีพอร์ท ก็ได้ประเมินให้หม่าหยุนเป็นผู้ที่มีสินทรัพย์ทั้งสิ้นมากกว่า 4,000 ล้านหยวน
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2014, 01:19:12 PM »



เจรจาธุรกิจ 82 ล้านเหรียญในห้องน้ำ
       
       หม่าหยุนเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดี เขามีความสามารถทำให้คนที่ฟังเขาพูดเห็นดีเห็นงามไปกับเหตุผลที่เขายกขึ้นมาประกอบ ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งก็คือเมื่อเขาพบกับไช่จงซิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) คนก่อนของอลิบาบา ที่มาเจรจาในฐานะของตัวแทนบริษัทร่วมลงทุน แต่ในที่สุดกลับถูกชวนมาทำงานให้กับอลิบาบาแทน
       
       หรืออีกครั้ง เมื่อปี 1999 ที่หม่าเพิ่งประกาศว่าจะก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีน้อยคนนักที่เชื่อในคำพูดนี้ แต่ทว่าต้องยกเว้นมาซาโยชิ ซัน นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่มีหุ้นใหญ่ในยาฮู เพราะหม่าหยุนใช้เวลาเพียง 6 นาทีก็โน้มน้าวให้ซันยินดีลงทุน 20 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับอลิบาบาของเขาได้
       
       ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หม่าหยุนและทีมพบกับความสำเร็จในวันนี้ นั่นก็คือ พวกเขาเป็นกลุ่มกล้าฝันและทำให้ฝันนั้นเป็นจริง นอกจากนั้น ยังเป็นคนรักษาคำพูด ดังที่ในช่วงปี 2001 ธุรกิจเว็บไซต์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหา ซันถึงกับออกปากกับหม่าว่า ในบรรดาซีอีโอแต่ละบริษัทที่เขาเจอ วาจาของแต่ละคนแตกต่างจากวันแรกที่เคยเชิญชวนให้ซันไปร่วมลงทุนด้วย เหลือแต่เพียงหม่าเท่านั้นที่ยังพูดคำไหนคำนั้นเหมือนเดิม

   
 แจ๊ค หม่าแห่งอลิบาบา :ผู้ชายธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
แจ๊ค หม่า ผู้ชายธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
       ความเชื่อถือในตัวหม่าที่เกิดขึ้นในยามยากครั้งนั้นของซัน มีผลต่อเนื่องมาจนถึงปี 2003 ที่หม่าหยุนมีความคิดจะตั้งเว็บไซต์ประมูลสิ่งของขึ้นมาแข่งกับอีเบย์ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่มีคนบอกว่าความคิดของเขาเป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีมาซาโยชิ ซันคนนี้ที่ยินดีลงเงิน 82 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับหม่า และไม่น่าเชื่อว่าเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เขาสองคนกลับเจรจากันอย่างง่ายๆ ในห้องน้ำ
       
       แล้วความจริงก็พิสูจน์ได้ว่าเงินลงทุนของเศรษฐีญี่ปุ่นไม่ได้สูญเปล่าเลย เมื่อหม่าหยุนตั้งเว็บไซต์เถาเป่า (taobao.com) ให้ขึ้นมาเป็นคู่แข่งของอีเบย์ได้จริง และสำหรับอลิบาบา ตอนนี้ก็ได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากยาฮู อะเมซอน และอีเบย์
       
       หม่าหยุนยังบอกว่า ในปีนี้ อลิบาบาจะมีสำนักงานย่อยในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ ซึ่งก็ต้องจ้างพนักงานอีกหลายร้อยอัตรา แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด เพราะโครงการที่ต้องให้น้ำหนักมากที่สุดในอนาคต คือการแสวงหารูปแบบใหม่ของการค้า เพราะถึงวันนี้แล้ว การจะเป็น ‘บริษัทที่ยิ่งใหญ่’ของหม่าหยุนยังคงมีภาพไม่ชัดนัก
       
       “ ตอนนี้เหมือนพวกเรากำลังสร้างตึกขึ้นมา 1 หลัง วันนี้ติดตั้งก๊อกน้ำ พรุ่งนี้ติดตั้งชักโครก เรื่องทุกเรื่องปนเปกันไปหมด นอกจากนั้นยังแก้ไปแก้มา ตอนนี้เรามีแค่ภาพโครงร่างคร่าวๆ ผมคิดว่าปี 2009 ทุกคนคงจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของอลิบาบา”
       
       ในทัศนะของหม่าหยุน เขามองว่าเมื่อความคิดต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซกลายเป็นจริง เมื่อนั้นอลิบาบาก็จะไม่เป็นเพียงธุรกิจของคนเพียงจำนวนหลักหมื่น เขายังหวังว่าอีคอมเมิรซ์จะกลายเป็นสิ่งที่สะดวก เหมือนกับน้ำประปา ‘แค่บิดก๊อกก็ได้ใช้’
       
       ทั้งนี้ หม่าหยุนสรุปชีวิตการทำงานของตัวเองเป็น 3 ช่วง ในช่วงแรก คือปี 1995 ที่เขายังเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในวิทยาลัยคอมพิวเตอร์เมืองหังโจว ที่คาดว่าจะมีอนาคตเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ
       
       ช่วงที่ 2 คือปี 1995 ถึงปี 1999 หม่าหยุนเริ่มต้นทำเว็บไซต์เยลโล เพจเจสร่วมกับการสื่อสารเมืองหังโจว จากนั้นก็ได้ไปแสวงหาลู่ทางในปักกิ่ง แต่แล้วในคืนหนึ่งของปี 1999 ที่มีหิมะโปรยปราย เขาและเพื่อนที่ไปด้วยกันก็เดินทางกลับมายังหังโจวด้วยความเศร้า
       
       ช่วงที่ 3 คือ ปี 1999 ถึงปี 2004 หม่าหยุนประสบความสำเร็จในการทำเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ แบบ Business-to-Business (B2B) คือ การทำธุรกรรมระหว่างองค์กรธุรกิจด้วยกันเอง เพื่อการค้าขาย การจัดการ การผลิตหรือวัตถุดิบ, การจำหน่ายสินค้า, การจ่ายเงินออนไลน์ และในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อได้ร่วมมือกับยาฮูไชน่าแล้ว แม้จะมองอนาคตไม่ได้ชัดเจนนัก แต่หม่าหยุนบอกว่าจะต้องพยายามให้อลิบาบาเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซในฝันให้ได้ .

       
       เรียบเรียงจาก ไชน่าอิโคโนมิก เน็ต
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2014, 01:40:20 PM »

คราวนี้เราจะทดสอบดูว่า เว็ปของแจ๊ค หม่าแห่งAlibaba.com ทำไมจึงทำให้กลุ่มผู้ขายของออนไลน์ของฝรั่งจึงต้องกุมขมับ  ping!..

เข้า กูเกิ้ล แล้วพิมพ์คำว่า

ขายคอมเพรสเซอร์จิ๋วตู้เย็น

.. จะพบว่า มีสินค้าของ แจ๊ค หม่า ปรากฎอยู่ด้วย .. ขอบคุณ

บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2014, 01:43:27 PM »

คลิ๊กเข้าไปดู หน้าตาของเว็ปไซต์นี้...  HAPPY2!!





บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2014, 01:49:04 PM »

ทุกข้อความจะถูกแปลภาษาให้เป็น ภาษาของผู้เข้าชมในประเทศนั้นๆโดยอัตโนมัติ ... งง

เท่านั้นยังไม่พอ ... สินค้ายังถูกมากๆๆๆๆๆ ..นำมาขายเอากำไรต่อยังได้เลยครับ ..

..ลองคลิ๊กอีกที  .. ประกาศขายตู้เย็นใหม่เอี่ยมใบละ500 กว่าบาท

..อ่านถึงตอนนี้ อาจจุดประกายไฟ พ่อค้าคนกลาง แก่เพื่อนๆบางท่านแล้วใช่ไหมครับ  Grin

---------------------

บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2014, 01:57:22 PM »

บางท่าน บอกว่า อ้าว ..ก็ผมเซิร์สหาด้วยภาษาไทยนี่นา.. เว็ปของAlibaba.com จึงพบโดยกูเกิ้ล ในหน้าแรก  Grin
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2014, 02:02:31 PM »

งั้นผมจะค้นหาใน กูเกิ้ล ใหม่ด้วยภาษาอังกฤษ ด้วยคำว่า sale mini compressor 12 volt


...

.....

  ..ฝรั่งตายเลย คราวนี้ Alibaba.com มาอันดับ 1 แซงยักษ์ใหญ่ของฝรั่ง ทั้ง อเมซอน  ..อีเบย์ 

..แล้วอย่างนี้ ฝรั่ง จะไม่หนาวได้ยังไง จริงไหมขอรับ
  Shocked THANK!!

-----------------------------------------------------



บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2014, 03:24:31 PM »



ประวัติและความเป็นมา
1999   Alibaba Group เริ่มต้นจากคนเพียง 18 คนในเมืองฮังโจว ประเทศจีน
1999-2000   Alibaba Group ได้รับการสนับสนุนทางการเงินถึง 25 ล้านเหรียญจาก Softbank, Goldman Sachs, Fidelity, และอื่นๆ
2002   Alibaba.com สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรก
2003   เว็บอีคอมเมิร์ซในนาม Taobao ได้ถือกำเนิดขึ้นในอพาร์ทเม้นต์เล็กๆของ Jack Ma
และเป็นปีเดียวกันที่ระบบจ่ายเงิน Alipay ได้ถือกำเนิดขึ้น
2005   Alibaba ร่วมมือกับบริษัท Yahoo ของทางประเทศสหรัฐอเมริกาโดยร่วมกันก่อตั้ง China Yahoo!.
2006   Alibaba ได้ลงทุนในเว็บไซต์ Koubei.com.
2007   บริษัทซอร์ฟแวร์ Alisoft ได้ถือกำเนิดขึ้น
Alibaba.com ได้ขึ้นเทรดในตลาดหลักทรัพย์ Hong Kong เป็นครั้งแรก
Alibaba ได้เปิดตัว Alimama บริษัทด้านการโฆษณาทางอินเตอร์เนต
2008   Taobao Mall (หรือในชื่อเว็บว่า Tmall.com),ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมุ่งเน้นตลาดแบบ B2C
Koubei.com ได้รวมกับ China Yahoo โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Yahoo! Koubei
2009   Koubei.com ได้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ Taobao เพื่อสร้าง “Big Taobao” เป็นศูนย์รวมด้าน E COMMERCE ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน
2010   Taobao Mall ได้เปิดตัวเว็บไซต์แยกออกมาจาก TAOBAO อย่างเป็นทางการโดยใช้ชื่อว่า  Tmall.com.
2011    Alibaba ได้จัดระเบียบเว็บไซต์ Taobao ใหม่อีกครั้งโดยแยกเป็น 3 เว็บหลักๆคือ Taobao  Tmall.com และ eTao
2012    Taobao และ Tmall.com ได้สร้างยอดขายอันเป็นสถิติใหม่ ด้วยยอดจำนวนถึง RMB1 ล้านล้าน จากช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2012
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2014, 03:29:16 PM »



ผู้บริหารสองคนของเว็บ Alibaba.com คือ Devid Wei, CEO และ Elvis Lee, COO ของเว็บได้ประกาศลาออกหลังเกิดเหตุการณ์ฉ้อโกงในเว็บจำนวนมาก คิดเป็นผู้ค้ากว่า 2,000 รายในเว็บที่มีปัญหาฉ้อโกง
Alibaba เป็นเว็บซื้อขายสินค้าคล้ายเว็บ Tarad.com บ้านเรา มีฐานผู้ค้าส่วนมากเป็นร้านค้าในจีน โดยมียาฮูเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ 40% และที่ผ่านมาบริษัททำกำไรได้เป็นอย่างดีโดยไตรมาสที่สามที่ผ่านมากำไรถึง 55.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทาง Alibaba เตรียมการสอบสวนภายในว่าร้านค้าที่ฉ้อโกงนั้นสามารถหลุดรอดเข้ามาในระบบได้อย่างไร โดยมีร้านค้าจำนวนหนึ่งที่ใช้เอกสารปลอมเพื่อเปิดร้านกับทาง Alibaba และทางเว็บระบุว่าผู้ซื้อที่ถูกโกงไปอาจจะได้รับการชดเชยเพื่อแสดงความจริงใจจากทางเว็บ
ที่มา - TechCrunch
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2014, 06:57:30 PM »

อาลีบาบาดอทคอม อี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จีน(บทความปี2007)

วันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมขอพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับ Alibaba.com อาลีบาบาดอทคอม เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่ทำธุรกิจการค้าขายแบบ E-Commerce (พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) บนอินเตอร์เน็ตกันดีกว่านะครับ

เว็บไซต์ นี้เพิ่งนำหุ้นออกขายให้นักลงทุนทั่วไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อระดมเงินทุน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 52,500 ล้านบาท มาขยายธุรกิจ ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงในต้นเดือนหน้า

เจ้า ของเว็บไซต์ “อาลีบาบาดอทคอม” แห่งนี้ก็คือ “นายแจ็คมา” อดีตครูสอนภาษาอังกฤษเมืองหางโจว ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ขึ้นมาในปี 1999 เมื่อแปดปีที่แล้วนี่เอง ปัจจุบันมีสมาชิกทั่วโลกกว่า 24 ล้านราย และมีเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อันดับสองของสหรัฐฯ “ยาฮู” ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 39

หุ้น ใหม่ที่แจ็คมานำออกขายให้นักลงทุนเบื้องต้นมีจำนวน 858.9 ล้านหุ้น ตั้งราคาขายที่หุ้นละ 10-12 เหรียญฮ่องกง ก็จะได้เงินราว 8,589-10,306.8 ล้านเหรียญฮ่องกง คิดเป็นเงินไทยก็ตก 42,900-51,500 ล้านบาท

แต่พอ เปิดให้จองเท่านั้น ปรากฏว่ามีนักลงทุนจองล้นไปถึง 50 เท่า จนต้องนำหุ้นออกขายเพิ่มอีก 113.67 ล้านหุ้น และขยับราคาขายขึ้นไปเป็นหุ้นละ 12-13.50 เหรียญฮ่องกง ก็ยังมีคนซื้อ จนต้องปิดการขายหุ้นก่อนกำหนดสองวัน

สรุปก็คือ อาลีบาบาดอทคอมขายหุ้นใหม่ไปทั้งหมด 972.57 ล้านหุ้น คิดที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 13.50 เหรียญฮ่องกง จะได้เงินจากการขายหุ้นครั้งนี้สูงถึง 13,130 ล้านเหรียญฮ่องกง คิดเป็นเงินไทยก็ตกประมาณ 65,600 ล้านบาท บริษัทจดทะเบียนในเมืองไทยเห็นแล้วก็อิจฉา

อาลีบาบาดอทคอม เป็นเว็บไซต์ที่ ทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ สำหรับบริษัทขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทขนาดกลางที่เราเรียกกันว่า “ธุรกิจ SMEs” เพื่อให้เป็นช่องทางในการค้าขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก ปัจจุบันอาลีบาบาดอทคอม ครองส่วนแบ่งตลาดออนไลน์ในประเทศจีนสูงถึง 69 เปอร์เซ็นต์ รายได้ครึ่งแรกของปี 2007 อยู่ที่ 957.72 ล้านหยวน หรือ 127.6 ล้านดอลลาร์ เท่ากับ 4,400 กว่าล้านบาท

เมื่อปี 2005 ยาฮูได้ทุ่มเงินถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 35,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นร้อยละ 39 ในอาลีบาบา กรุ๊ป นายแจ็คมาจะรวยแค่ไหน ลองไปคำนวณดู

การทำธุรกิจ E-Commerce ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก นายแจ็คมา มีความเชื่อว่า “ในธุรกิจ E-Business บริษัทยิ่งเล็กก็ยิ่งดี” ดังนั้นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ “Alibaba.com” จึงทำธุรกิจกับบริษัทเล็กบริษัทน้อยให้เข้ามาโพสต์ในเว็บอาลีบาบาดอทคอม ซึ่งจะเป็นเกตเวย์หรือประตูนำไปสู่การค้าขายกับผู้คนทั่วโลกอย่างไร้เขต จำกัด

ในเมืองไทย ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้น ยังมีโอกาสโตอีกมาก วันก่อนมีข่าวว่า นิตยสาร E-Commerce ของไทยกำลังจะจัดงาน E-Commerce E-Business Expo 2007 ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่สยามพารากอน ในวันที่ 30 พฤศจิกายน-2 ธันวาคมนี้

เป็นการแสดงธุรกิจ E-Commerce ที่ครบวงจรแบบ How To เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจรุ่นใหม่หันมารู้จักการทำธุรกิจแบบอี-คอมเมิร์ซ มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs

เพราะ E-Commerce คือ “โอกาส” ที่จะเปิดทางให้ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางในประเทศ สามารถจะ “เปิดตลาดในประเทศ” และออกไป “เปิดตัวในตลาดโลก” ได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด โดยมีเพียงเครื่องมืออินเตอร์เน็ตและจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ผมเอา ความสำเร็จของ “แจ็คมา” และ “Alibaba.com” มาเล่าสู่กันฟัง ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นว่า ธุรกิจ E-Commerce คือช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs ทำให้สามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ในทุกตลาด โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก

เป็นโอกาสที่ไม่ต้องแสวงหา แค่ไปดูว่า How To ก็กลับมาทำเองได้.


“ลม เปลี่ยนทิศ”
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2014, 07:02:26 PM »

“Alibaba” ควัก 7 พันล้านซื้อหุ้น 20% คืนจาก Yahoo! (บทความปี2012)

อาลีบาบา (Alibaba) บริษัทยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตจีนภายใต้การนำของแจ็ค มา (Jack Ma) ลุยซื้อหุ้นครึ่งหนึ่งซึ่ง Yahoo! มีอยู่ในอาลีบาบาด้วยเงิน 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.13 แสนล้านบาท) ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในวันที่ Alibaba ใกล้จะเป็นบริษัทมหาชนมากขึ้นทุกที
       
       ภายใต้ข้อตกลง Yahoo! จะขายหุ้นที่บริษัทถือใน Alibaba 20% (จากทั้งหมดที่ถือ 40%) เพื่อแลกกับเงินสดมูลค่าอย่างน้อย 6.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และหุ้นบุริมสิทธิใหม่ของ Alibaba ในมูลค่า 800 ล้านเหรียญ โดยบทสรุปการซื้อคืนหุ้นของ Alibaba นั้นถูกประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 หลังจากการเจรจาระหว่าง 2 บริษัทที่กินเวลายาวนานหลายปี
       

แจ็ค มา (Jack Ma) ผู้ก่อตั้งและประธาน Alibaba.com

       ที่ผ่านมา Alibaba แสดงท่าทีต้องการซื้อคืนหุ้นบริษัทบางส่วนหรือทั้งหมดจาก Yahoo! อย่างชัดเจน โดยหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ Yahoo! ซื้อมาเพียง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2005 ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากอย่างน่าอิจฉา
       
       แหล่งข่าวของรอยเตอร์ระบุว่า ดีลที่เกิดขึ้นถือเป็นการเตรียมการเข้าสู่ตลาดหุ้นของ Alibaba ซึ่งเป็นเจ้าของตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของจีนนาม Taobao โดยคาดว่า Alibaba จะสามารถแจ้งเกิดเป็นบริษัทมหาชนได้ในปลายปี 2015
       
       จุดนี้ตรงกับรายละเอียดในแถลงการณ์ ที่ระบุว่า Alibaba จะซื้อคืนหุ้น Alibaba อีกครึ่งหนึ่งจากหุ้นที่ Yahoo! เหลืออยู่ (10%) ในราคา IPO (ราคาเสนอขายหุ้นครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์) หรือจะยอมให้ Yahoo! ขายหุ้นเหล่านี้ในการเสนอขายหุ้นได้ก่อนปลายปี 2015
       
       Yahoo! นั้นกำลังเผชิญกับพิษรายได้หดเพราะการไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่โลกอิน เทอร์เน็ตในปัจจุบันอย่าง Google และ Facebook ได้ การเทขาย “สินทรัพย์ที่มีค่า” อย่างหุ้นของ Alibaba ซึ่งทำเงินให้ Yahoo! เป็นกอบเป็นกำมานานทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่า Yahoo! ได้รับแรงกดดันจากนักลงทุน อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์ยกเครดิตของก้าวใหม่ Alibaba ที่เกิดขึ้นให้เป็นความดีของแจ็ค มา ซึ่งสามารถหาข้อสรุปในการเจรจาได้เป็นอย่างดี
       
       วันนี้ (ปี2012) ..บริษัท Alibaba Group มีมูลค่าตลาดราว 3-3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1ล้าน ล้านบาท)โดยจดทะเบียนชื่อบริษัท Alibaba.com Ltd อย่างเป็นทางการในปี 2007 และครองตำแหน่งเบอร์ 1 ในตลาดอีคอมเมิร์ซแดนมังกรมายาวนาน
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1344
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17610


เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกันยามหมดประโยชน์


อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 10:51:37 AM »



ทุกข์ของคนจน และคนรวยนั้นอาจแตกต่างกัน อย่าง"แจ็ค หม่า" ก็มีทุกข์ที่เกิดจากความร่ำรวยของตัวเอง


 
จะจนหรือจะรวย ก็มีทุกข์เหมือนกัน แต่สาเหตุแห่งทุกข์ของคนจน และคนรวยนั้นอาจแตกต่างกัน อย่างกรณีแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร อาลีบาบา กรุ๊ป เจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายใหญ่สุดของจีน ผู้ที่เพิ่งครองตำแหน่ง มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในแดนมังกรไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีทุกข์ที่เกิดจากความร่ำรวยของตัวเอง

หลังจากที่นายหม่านำหุ้นทำไอพีโอ หรือขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก จนทำให้อาลีบาบา กรุ๊ป มีมูลค่ากว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ และนายหม่าก็ขยับจากมหาเศรษฐี เป็นอภิมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

แต่เขากลับให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า ตนเองไม่มีความสุขหลังจากที่เป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน เพราะการมีเงินร่ำรวยมหาศาลกลายเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงสำหรับเขา

นายหม่า กล่าวว่า ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เขาไม่มีความสุขเลย เพราะต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล ต้องพยายามทำตัวให้มีความสุข เพราะถ้าเขาไม่มีสุขแล้ว ผู้ร่วมงานก็จะไม่มีความสุข และจะส่งต่อไปยังผู้ถือหุ้น รวมถึงลูกค้าของบริษัท

ทั้งยังกล่าวด้วยว่า สาเหตุอาจจะมาจากการที่ราคาหุ้นไอพีโอของอาลีบาบา พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถึงแม้ว่า ราคาหุ้นจะสูงขึ้น ความคาดหวังของผู้อื่นที่มีต่อตัวเขา ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเขาอาจจะกังวลถึงอนาคตและเรื่องต่างๆมากเกินไปด้วย จึงทำใจให้สงบได้ยาก

ที่สำคัญ การที่หุ้นไอพีโอของอาลีบาบาประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับมหาศาล จนทำให้นายหม่าชื่นชมกับผลสำเร็จนั้น เป็นเพียงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นชั่ววูบราวกับพลุที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วดับไป เหลือไว้แต่ความมืด กับพลุลูกใหม่ที่จะพุ่งขึ้นส่องแสงในยามค่ำคืนอีกครั้ง

นายหม่า มีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม การเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน ทำให้คนทั่วไปมองเขาในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม และมีอคติที่ต้องการแต่เงินจากเขา ซึ่งนายหม่าสารภาพว่า ตนเองอยากถูกมองในฐานะนักธุรกิจที่มีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเอง และเขาก็โหยหาความรู้สึกของการเป็นตัวของตัวเองที่สูญหายไปจากการที่ความร่ำรวยเข้ามาแทนที่

ดังนั้นนายหม่า จึงพยายามหาทางลดความเจ็บปวดจากด้านลบของความร่ำรวยที่ได้มาจากการทำงานอย่างมีชั้นเชิง และวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาดของเขา ด้วยการใช้เงินที่ได้มาคืนกลับให้กับสังคม

ทุกข์ของนายหม่ายังไม่หมดไป เพราะแม้จะพยายามใช้เงินที่มีอยู่ไปกับการตอบแทนสังคม เขาก็ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคม ที่จะนำเขาไปเปรียบเทียบกับอภิมหาเศรษฐีใจบุญ อย่างนายบิล เกตส์ เศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบิล-เมลินดา เกตส์ ที่มีจุดประสงค์ในการพัฒนา และยกระดับการศึกษา และความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศยากจน นายหม่า จึงตั้งใจที่จะก่อตั้งมูลนิธิที่สามารถนำเงินเข้าไปพัฒนาสังคมในรูปแบบของธุรกิจ ที่จะแตกต่างจากมูลนิธิของผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ โดยกล่าวติดตลกว่า สังคมอาจจะตัดสินเขาและนายบิลล์ เกตส์ว่า ใครใช้เงินตอบแทนสังคมมากกว่า ก็ถือเป็นผู้ที่ใจบุญมากกว่า

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!