ฟักข้าว ต้านมะเร็ง
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
ตุลาคม 21, 2019, 02:28:33 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฟักข้าว ต้านมะเร็ง  (อ่าน 2553 ครั้ง)
b.chaiyasith
แก้ปัญหาไม่ตกคุยกันเวลางานline:chiabmillion
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม.
member
*

คะแนน648
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2984


ไม้ดีไม่ลอยน้ำมาไกล

hs5kwi@hotmail.com ชื่อเล่น+เฉียบ
อีเมล์
« เมื่อ: กันยายน 19, 2013, 10:22:24 AM »

ฟักข้าวสีส้ม

ไม่เบื่อที่จะอ่านข้อมูลที่ดีมีประโยชน์

1} มะเร็งปอด
สาเหตุมะเร็งปอดเกิดจากครันบุหรี่ -ไอน้ำมัน - ไยหินจากฝ้า เครื่องปิ้งขนมปัง และผ้าเบรก
2} การรักษาด้วยฟักข้าว - ทานฟักข้าว } หากเป็นมากทานวันละ 3 ขวดๆละ 180 ซีซี หลังอาหาร หากเป็นน้อยก็ลดจำนวนขวดลงที่ผ่านความร้อนและความดันในระดับที่ทำให้ไลโคปีนแตกตัว อย่าทานแบบสดไม่ให้ไลโคปีนเลย ก่อนทานต้องผสมน้ำผึ้งไม่อบและน้ำมันงาสกัดเย็น ทั้งนี้เพราะว่าน้ำมันงาสกัดเย็นทำหน้าที่ละลายไลโคปีน และสารไลโคโปรตีนในน้ำผึ้งไม่อบทำหน้าพาไลโคปีนเข้าไปทำลายมะเร็ง โดยการเจาะดูดน้ำเลี้ยงในเซลล์มะเร็งออกมาทำให้เซลล์มะเร็งตาย....

3} ฟักข้าว ... มีปริมาณเบต้าแคโรทีนมาก กว่าแครอท 10 เท่า
มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า-มีปริมาณวิตามินซี สูงกว่า ส้ม 60 เท่า - มี zeaxanthin กว่าข้าวโพด 28 เท่า - ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจ - ป้องกันและแก้ปัญหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก - ช่วยป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันและแก้ปัญหาตับอักเสบ - ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด - ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา ป้องกันเยื่อนัยน์ตาแห้งที่มีสาเหตุจากสารสำคัญในเรติน่า - ชะลอความแก่ ป้องกันผิวหนังแห้งตกสะเก็ด บำรุงผิวพรรณ
โปรตีนในเมล็ดฟักข้าวมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง - เหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นและผู้มีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัว อ่อนแอ - ช่วยป้องกัน และบรรเทาการขาดวิตามิน และสารอาหารต่างๆ ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่

ประโยชน์ต่อไปนี้ควรรู้ไว้

@ ในน้ำผึ้งไม่อบ จะให้สารเควอซิทินเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด วิตามินซี และช่วยป้องกันไลโคปีนการทำลายของสารอนุมูลอิสระ ให้สารไคซินทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันเซลล์นักทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งทำหน้าที่ค้นหาและเจาะผนังเซลล์มะเร็ง การมีเกราะกำบังทำให้เซลล์นักทำลายได้เปรียบ ทำงานด้วยความปลอดภัยขึ้น และมีปริมาณเพียงพอต่อสู้กับศัตรู โดยเฉพาะในช่วงการผ่าตัดมะเร็ง มีความต้องการนักเซลล์ทำลายมาก เพื่อป้องกันเซลล์มะเร็งบางส่วนหนีเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งในส่วนอื่น กรดกาลิกป้องกันเซลล์ที่ทำหน้าต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง และให้คอลลาเจนที่ขนเซลล์มะเร็งที่ตายออกจากร่างกาย วิตามินบี 6 12 และกรดโฟลิคช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระและเซลล์ที ส่วนวิตามินบี ช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์กลืนกินและเซลล์นักทำลาย - วิตามินบี 6 บี 12 และกรดโพลิคที่ทำงานร่วม สร้างเซลล์ที่กำกับระบบภูมิคุ้มกัน ตรวจตราสารแปลกปลอม และรวมตัวต่อสู้กับสารอนุมูลอิสระ เซลล์ดังกล่าวเป็นระบบภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ มีสองชนิด คือ ชนิดที่ทำหน้าผู้บัญชาการ สั่งให้เซลล์อื่นปล่อยสารป้องกันและทำลาย กระตุ้นเซลล์บีให้สร้างสารต้าน และช่วยพัฒนาเซลล์นักทำลายที่ช่วยกันเจาะผนังเซลล์มะเร็งและส่งสารเข้าไปทำลาย และเมื่อสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เซลล์ทีชนิดที่สองจะออกมายับยั้งการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระให้อยู่ในระดับที่สมดุล การที่สารต้านอนุมูลอิสระมากเกินจะทำให้เซลล์ในร่างกายทำลายตัวเองเป็นโรคแพ้ภูมิ

@ในวิตามินบี 5 สร้างเซลล์ขนาดใหญ่ที่กลืนกินเซลล์มะเร็งและย่อยสิ่งแปลกปลอม ทำความสะอาดเศษซากเซลล์ที่ตาย กำจัดเม็ดเลือดที่หมดอายุ หลั่งสารกระตุ้นเซลล์อื่นให้รู้จุดที่ศัตรูบุก และต้านการอักเสบ

สังกะสีซึ่งผลิตเซลล์คุ้มกัน และควบคุมการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน และเซลล์ที่คอยกำจัดเซลล์มะเร็ง

@ แคลเซียม ผลิตเอนไซม์ทำลายเซลล์มะเร็ง - ซิลีเนียม เสริมภูมิต้านทานและทำงานร่วมกับวิตามินอี - ทองแดงและแมงกานีส ต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุและวิตามินเหล่านี้หากทำงานร่วมกันจะมีประสิทธิภาพแบบทวีคูณ ทำให้ผู้รุกรานตั้งตัวไม่ทัน - ไลโคโปรตีนทำหน้าที่ขนไลโคปีนและเบต้าแคโรทีนเข้ากระแสเลือด - กินตำลึ่งปั่นกับน้ำและน้ำผึ้งวันละ 3 แก้ว ให้วิตามินซีเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ลิมโปไซค์ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่ทำลายเซลล์มะเร็งแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว ผลิตเซลล์ที ซึ่งเป็นลิมโปไซค์ที่กำกับระบบภูมิคุ้มกันและตัดสินว่าควรสู้หรือถอย ซึ่งหากถอยจะใช้เวลาแบ่งตัวและกลับไปต่อสู้ประมาณ 3 วัน และเซลล์บี ซึ่งเป็นลิมโฟไซด์ทำลายไวรัสและแบคทีเรียและไม่ให้แบ่งตัว โดยการพาไปที่เนื้อเยื่อ ทำให้รู้จักขนาดและรูปร่าง และออกแบบสารต้านอนุมูลอิสระและสร้างให้เหมาะสมกับการต่อสู้กับเชื้อจุลินทรีย์เหล่านั้น และปล่อยออกไปต่อสู้ให้เหมาะสมกับปริมาณและชนิดศัตรู จนเชื้อหมดอันตราย และรอเซลล์กลืนกินและนำออกจากร่างกาย วิตามินซีกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน ซึ่งจำเป็นในการล้อมเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามและนำไปทิ้งทำให้เซลล์ใกล้เคียงปลอดภัย นอกจากนั้นยังทำให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดพิษจากคีโม ป้องกันไม่ให้สารต้านอนุมูลอิสระถูกทำลาย และทำให้สารก่อมะเร็งบางชนิดหมดฤทธิ์ และให้เบต้าแคโรทินลดการกระตุ้นสร้างเชลล์มะเร็งและป้องกัน DNA

@ งาดำ การเตรียมเซซามินที่ดี ควรนำงาดำไปตากแดดให้แห้งเพื่อลดความชื้น จากนั้นนำมาสกัดน้ำมันออกด้วยเครื่องบีบที่ไม่เกิดความร้อน นำงาดำที่สกัดน้ำมันออกแล้วคั่วด้วยความร้อนสูง เพื่อให้แป้งในเนื้องาสุก นำเนื้องาไปผสมกับน้ำผึ้งที่ไม่ผ่านการอบ ซึ่งจะให้งาดำที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเซซามินไม่มีเชื้อจุลินทรีย์โดยเฉพาะราแอลฟาซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ โดยงาดำให้ เซซามินกระตุ้นเอ็นไซค์ที่ทำลายสารพิษของยาที่สะสม และคิวเท็น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเซลล์ทำให้สดชื่น

@ ข้าวหอมนิล ข้าวโพดม่วง หรืออัญชัน ให้แอนโทไซยานิน ลดการอักเสบของมะเร็งปอด

@ วิตามินดี โดนแสงแดดเช้าวันละ 45 นาที ลดการอักเสบ
น้ำมันเซซามิน เป็นน้ำมันงาสกัดเย็น และไม่กรองเนื้องาออก ใช้ทานเพื่อต้านการอักเสบ และใช้ละลายไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน
โคลนเซซามิน ได้จากน้ำมันงาผสมกับเนื้องา ใช้ทาตัวเพื่อให้น้ำเหลืองไหลเวียน น้ำเหลืองเป็นของเหลวสีเหลืองอ่อน หรือสีออกใส ซึ่งจะประกอบไปด้วยเม็ดเลือดขาว โปรตีน และเม็ดเลือดแดงปะปน ทำหน้าที่ขนของเสียออกรวมทั้งเซลล์มะเร็งที่ตาย กำจัดคีโคในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับ

@ รางจืด ใช้รางจืดประมาณ 10 ใบพร้อมก้าน ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ในหม้อดินให้เหลือ 1 แก้ว ทานวันละ 1 แก้ว เพื่อล้างพิษจากตับในกรณีที่กินยาเคมีมาก

@ อาหารอินทรีย์ พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่เป็นอาหารอินทรีย์ ทั้งนี้สารเคมีเป็นสาเหตุที่ทำให้มะเร็งมีกำลังมากขึ้น
ปลอดจากพลาสติก อย่าใช้ภาชนะในการบรรจุอาหารที่เป็นพลาสติกทั้งนี้เพราะว่าสารจากพลาสติกทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ
ปิดไฟนอนให้สนิท เพราะว่าแสงไฟเป็นสาเหตุทำให้สารก่อมะเร็งมากขึ้น
ที่มา
หมอปรียาภา


บันทึกการเข้า

"CHIAB"
มนุษย์เราแต่ละคน  ต่างไม่รู้ว่ามาจากไหน  ไม่มีใครรู้จักกันมาก่อนเลย  แล้ววันหนึ่งก็มาพบหน้ากัน  สมมุติเป็นพ่อ  เป็นแม่  เป็นเมีย  เป็นสามี  เป็นลูก  อยู่ร่วมกัน  ใช้ชีวิตร่วมกัน และแล้ววันหนึ่ง  ก็แยกย้ายด้วยการ  "ตายจาก"  กันไปสู่  ณ  ที่ซึ่งไม่มีใครได้ตามพบ  คืนสู่ความเป็นผู้ไม่รู้ว่ามาจากไหน  ไปไหน  และคืนสู่ความเป็น  "คนแปลกหน้า"  ซึ่งกันและกันอนันกาลอีกครั้งหนึ่ง...และอีกครั้งหนึ่ง!?
ขอขอบคุณ คุณเปลว สีเงิน ที่ให้ข้อคิดดีๆ

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!