เอามาฝาก สิ่งควรรู้สำหรับผู้ที่ขับเกียร์ออโต้
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
กรกฎาคม 19, 2018, 01:06:23 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เอามาฝาก สิ่งควรรู้สำหรับผู้ที่ขับเกียร์ออโต้  (อ่าน 2453 ครั้ง)
charilwut
member
*

คะแนน3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 86


ร้อนมั๊ยจ๊ะ


อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2009, 04:19:32 PM »

ระบบส่งกำลัง >> การใช้เกียร์อัตโนมัติ

การใช้เกียร์อัตโนมัติ
     1. การเลือกใช้ตำแหน่งคันเกียร์
        1.1การเลือกใช้ตำแหน่ง N ไปที่ตำแหน่ง R และ P หรือเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่ง 2ไปที่ตำแหน่ง 1 (หรือ L) ดังที่แสดงด้วยลูกศร จะต้องกดปุ่มปลดล็อคที่คันเกียร์ก่อนจึงจะสามารถเลื่อนคันเกียร์ไปตามตำแหน่งที่กล่าวมาแล้วได้
        1.2. การเลื่อนคันเกียร์ระหว่าง N , D และ 2 ไม่จะเป็นต้องกดปุ่มปลดล็อคที่คันเกียร์
               หมายเหตุ รถยนต์บางยี่ห้ออาจต้องมีการปลดล็อคก็ได้

สำคัญ !
        1.3 การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จากเกียร์เดินหน้าไปเป็นเกียร์ถอยหลัง หรือจากเกียร์ถอยหลังไปเป็นเกียร์เดินหน้า ควรให้รถยนต์หยุดนิ่งเสียก่อน (เหยียบคันเหยียบเบรคไว้) จึงเปลี่ยน

        1.4 ควรเลือกใช้ตำแหน่งคันเกียร์ให้ตรงตามสภาพการขับขี่ และลักษณะของถนน
             - ตำแหน่ง P (parking) หมายถึงตำแหน่งเกียร์จอด ใช้สำหรับการจอดรถยนต์ ณ.ที่จอดรถโดยจะใช้พร้อมกับการดึงเบรคมือ
             - ตำแหน่ง R (reverse) หมายถึงตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง
             - ตำแหน่ง N (neutra) หมายถึงเกียร์ว่าง
             - ตำแหน่ง D (drive) หมายถึงตำแหน่งเกียร์เดินหน้าปกติ ในตำแหน่งนี้เกียร์จะเปลี่ยน ขึ้นหรือลงได้เองโดยอัตโนมัติ จากเกียร์ 1,2,3 และ 4 หรือจากเกียร์ 4,3,2 และ1ได้ตามลำดับ
             - ตำแหน่ง 2 หมายถึง ตำแหน่งเกียร์เดินหน้า ซึ่งเกียร์จะสามารถเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้เพียง 2ตำแหน่งเกียร์เท่านั้น 1 และเกียร์ 2 เหมาะสำหรับสภาพถนนที่เป็นทางลาดชัน ขึ้นหรือลงเขาในตำแหน่งเกียร์นี้จะอาศัยการเบรคด้วยเครื่องยนต์ได้
             - ตำแหน่ง L (low) หมายถึงเกียร์เดินหน้า ซึ่งเกียร์จะทำงานในตำแหน่งเกียร์ 1 เพียงเกียร์เดียวเท่านั้น เหมาะสำหรับการขับขี่ที่ต้องการแรงบิดจากเครื่องยนต์อย่างมาก หรือในสภาพถนนที่มีความลดชัน ขึ้นหรือลงเขา จะสามารถอาศัยการเบรคด้วยเครื่องยนต์ได้

     อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งคันเกียร์ของรถยนต์บางยี่ห้ออาจตำแหน่งนอกเหนือจากที่กล่าวมา แล้วก็มีเช่น
     ก.P,R,N,D,3,2 และ1
     ข.P,R,N,D4,D3 และ 2
     จากข้อ ก. จะมีตำแหน่ง 3 เพิ่มขึ้นมา ซึ่งหมายถึงตำแหน่งเกียร์สามารถเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้โดยอัตโนมัติเพียง 3 ตำแหน่งเกียร์เท่านั้น คือจากเกียร์ 1,2 และ 3 หรือจากเกียร์3,2 และ 1 ตามลำดับส่วนตำแหน่ง 1 จะมีการทำงานเหมือนกับตำแหน่ง L
     จากข้อ ข. จะมีตำแหน่ง D3 เพิ่มขึ้นมา ซึ่งหมายถึงตำแหน่งเกียร์สามารถเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้โดยอัตโนมัติเพียง 3 ตำแหน่งเกียร์เหมือนกับตำแหน่ง 3 ในข้อ ก. ส่วนตำแหน่ง D4จะมีการทำงานเหมือนกับตำแหน่ง D

 

      2. การใช้เกียร์อัตโนมัติอย่างถูกต้อง
          การใช้เกียร์อัตโนมัติอย่างถูกต้องควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
         2.1 ก่อนทำการติดเครื่องยนต์ ต้องเลื่อนคันเกียร์ให้มาอยู่ที่ตำแหน่ง N หรือ P เท่านั้นเพราะในตำแหน่งอื่น ๆ จะไม่สามารถบิดสวิตซ์กุญแจเพื่อเครื่องยนต์ให้หมุนได้ (เป็นระบบความปลอดภัยของการ ใช้เกียร์อัตโนมัติ)
         2.2. สวิตช์โอเวอร์ไดรฟ์ควรอยู่ในตำแหน่ง ON เสมอ ทั้งนี้เพื่อความประหยัดเชื้อเพลิงและช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ลงได้ (ในกรณีที่ขับขี่ในสภาพการจราจรปกติ)
         2.3. ไม่ควรเหยียบคันเร่งขณะที่กำลังเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่ง N ไปยังตำแหน่ง D
         2.4 ไม่ควรเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่ง D ไปยังตำแหน่ง 2 หรือ 1 ทันทีทันใด เมื่อรถยนต์กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงมาก ๆ (ประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป)เพราะอาจทำให้รถเสียการทรงตัว ล้อลื่นไถล และเกียร์อัตโนมัติอาจชำรุดเสียหายได้ (อายุการใช้งาน)
         2.5. เมื่อขับรถยนต์ขึ้นทางลาดชันหรือต้องใช้แรงฉุดมาก ๆ ให้เลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง 2หรือ L ตามความเหมาะสม แต่ควรเปลี่ยนตำแหน่งของคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง D บ้าง เพื่อป้องกันเกียร์อัตโนมัติิร้อนจัด อันเนื่องมาจากต้องทำงานหนักมาก
         2.6. ขณะที่เลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R ควรเหยียบคันเหยียบเบรคไว้ด้วยเพื่อป้องกันชิ้นส่วนภายในกระปุกเกียร์ชำรุดหรือสึกหรอเร็ว (บางกรณีรถอาจไม่หยุดนิ่ง)
         2.7. การจอดรถยนต์ ควรเหยียบคันเหยียบเบรคให้รถยนต์หยุดสนิท ดึงเบรกมือและเลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง P อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่งP เมื่อรถยนต์กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงเพราะอาจทำให้ชิ้นส่วนภายในกระปุกเกียร์ชำรุด และเกิดอันตรายจากการที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้
         2.8. ในกรณีที่เกียร์มีการเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นหรือลงกลับไปกลับมาระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์บ่อย ๆ ครั้ง ควรกดสวิตช์โอเวอร์ไดรฟ์ให้อยู่ตำแหน่ง OFF
         2.9. ไม่ควรใช้ตำแหน่งเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์ ( on ) เมื่อต้องมีการลากจูงรถยนต์อื่น
         2.10. ไม่ควรจอดรถยนต์ไว้บนทางลาดชัน โดยวิธีเหยียบคันเร่งไว้เล็กน้อย เมื่อคันเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D เพราะอาจทำให้เกียร์อัตโนมัติร้อนจัดได้ ควรเปลี่ยนมาใช้วิธีเหยียบคันเหยียบเบรคหรือดึงเบรคมือแล้วเลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง N แทน
         2.11. ถ้าหลอดไฟเตือน O/D OFF กระพริบเตือน แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นภายในเกียร์อัตโนมัติไม่ควรใช้รถยนต์ต่อไปในระยะทางที่ไกลมาก ๆ ควรตรวจหาสาเหตุหรือนำเข้าศูนย์บริการ
         2.12. ขณะจอดติดไฟแดง หรือจอดอยู่ที่ที่อาจมีรถอื่นมาชนได้ ไม่ควรเข้าเกียร์ Pเพราะถ้าถูกชนแล้วอาจทำให้เกียร์ชำรุดได้

*** กรณีที่จอดรถและให้มีการเลื่อนรถได้ขณะจอดรถทิ้งไว้ เช่น ห้างสรรพสินค้าโรงภาพยนต์ ควรปฎิบัติดังนี้ ควรเหยียบคันเหยียบเบรคให้รถยนต์หยุดสนิทเลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง Pดับเครื่องยนต์ กดปุ่ม shift lock (บริเวณโคนเกียร์) เลื่อนตำแหน่ง เกียร์ P มายังตำแหน่ง N

 

     3. การตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
         การตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ควรตรวจสอบขณะที่กระปุกเกียร์และน้ำมันเกียร์มีอุณหภูมิการทำงานปกติ (ประมาณ 70 ถึง 80 องศาเซลเซียล) หรือให้รถยนต์วิ่งมาแล้วไม่น้อยกว่า15ถึง 20 กก. แต่ถ้าวิ่งมาแล้วด้วยความเร็วสูงเป็นระยะเวลานาน ๆ สภาพการจราจรติดขัดอากาศร้อนจัด บรรทุกน้ำหนัก
มาก หรือลากจูงรถยนต์คันอื่นมา ก่อนทำการตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ จะต้องดับเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีเสียก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการตรวจสอบตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
         3.1. จอดรถยนต์ไว้บนพื้นราบและดึงเบรคมือไว้
         3.2. ทำการติดเครื่องยนต์ ให้ติดเดินเครื่องเบา และเหยียบเบรคไว้ แล้วเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่ง Pไปยังตำแหน่ง R,N,D,2 และ L ตามลำดับและให้เลื่อนกลับมาที่ตำแหน่ง P ตามเดิมแล้วดึงก้านเหล็กวัดระดับน้ำมันเกียร์ออกมาตรวจสอบ ระดับน้ำมันเกียร์ควรจะอยู่ในช่วงขีด HOTและควรสังเกตสีของน้ำมัน
เกียร์ด้วยว่ามีสีผิดปกติหรือไม่
           
        3.3. ทำความสะอาดก้านเหล็กวัดระดับน้ำมันเกียร์ด้วยผ้าสะอาดและไม่ควรมีขนหรือเศษใยผ้า
         3.4. นำก้านเหล็กวัดระดับน้ำมันเกียร์สอดเข้าที่เดิม และควรดันเข้าให้สุดเพื่อป้องกันน้ำเข้าได้
         3.5. การตรวจระดับน้ำมันเกียร์ขณะที่เครื่องยนต์เย็นก็สามารถทำได้ โดยให้ตรวจสอบที่ช่วงCOOLของก้านเหล็กวัด และเพื่อความแน่นอนควรตรวจขณะเครื่องยนต์ร้อนในช่วง HOT อีกครั้ง
         3.6. น้ำมันเกียร์ที่พร่องให้เติมเพิ่มโดยใช้กรวยที่สะอาดรองเติม น้ำมันเกียร์ที่ใช้ควรใช้ให้ถูกต้องตามคู่มือประจำรถยนต์แนะนำ
         3.7. ตรวจดูรอยรั่วของน้ำมันเกียร์รอบ ๆ กระปุกเกียร์ ซึ่งอาจเกิดจากซีลน้ำมันบางตัวหรือประเก็นชำรุด และตรวจหารอยร้าวของกระปุกเกียร์ซึ่งอาจเกิดจากการกระแทกกับของแข็งเช่นก้อนหินขนาดใหญ่ด้วย

      4. การติดเครื่องยนต์ด้วยวิธีเข็นรถยนต์
          การติดเครื่องยนต์ด้วยวิธีเข็นรถยนต์ ในกรณีที่แบตเตอรี่ (batterry) หมดประจุหรือ มอเตอร์สตาร์ต(motor start) ไม่ทำงาน สำหรับรถยนต์ที่ใช้เกียร์ธรรมดาจะสามารถทำได้ แต่ในรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ การติดเครื่องยนต์ด้วยวิธีเข็นรถยนต์เหมือนกับรถยนต์ใช้เกียร์ธรรมดา กำลังงานจากล้อขับของรถยนต์จะไม่สามารถส่งผ่านชุดเฟืองเปลี่ยนอัตราทดไปยังทอร์กคอนเวอร์เตอร์ และเครื่องยนต์ได้ ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ปั้มน้ำมันของระบบควบคุมไฮดรอลิกก็จะไม่ทำงาน ทำให้ไม่สามารถส่งกำลังงานจากล้อขับของรถยนต์ไปยังเครื่องยนต์ได้ ดังนั้นการติดเครื่องยนต์ด้วยวิธีเข็นรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติจึงไม่สามารถทำได้

      5. วิธีการลากจูงรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ          วิธีการลากจูงรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติในกรณีที่เครื่องยนต์เกิดขัดข้องไม่ทำงานปั้มน้ำมันก็จะ
ไม่ทำงานด้วย มีผลให้ระบบควบคุมไฮดรอลิกไม่สามารถทำงานได้ดังนั้นกำลังดันหล่อลื่นที่ใช้หล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเกียร์อัตโดนมัติจึงไม่มีจะมีเพียงแต่น้ำมันเกียร์บางส่วนที่ตกค้างหรือจับชิ้นส่วนเป็นฟิล์มบาง ๆ เป็นตัวช่วยหล่อลื่นชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องลากจูงรถยนต์จึงควรปฏิบัติตามวิธีการดังต่อไปนี้
          5.1 ให้ปลดเบรคมือของรถยนต์ที่ถูกลากจูง
          5.2 ปิดสวิตซ์กุญแจให้อยู่ตำแหน่ง OFF (ห้ามดึงลูกกุญแจออก) เพื่อป้องกันไม่ให้พวงมาลัยถูกล็อคและอาจจะปิดไปที่ตำแหน่ง ON บ้างเป็นบางครั้งคราวเมื่อต้องการเปิดไฟเลี้ยว
          5.3 ความเร็วของรถยนต์ที่ใช้ลากจูงไม่ควรเกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
          5.4 ระยะทางที่ลากจูงไปไม่ควร เกิน 60 ถึง 80 กิโลเมตร ถ้ามีระยะทางมากเกินไปควรปฏิบัติดังนี้
               - ถ้าเป็นรถยนต์ที่ขับด้วยล้อหลัง ควรถอดเพลากลางออก
               - ถ้าเป็นรถยนต์ที่ขับด้วยล้อหน้า ให้ใช้วิธีลากโดยการยกล้อหน้าให้ลอยพ้นพื้นถนน

เครดิต โคโรน่าคลับ ลอกเขามาเนื้อหาเขาดี เอามาฝาก


บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!