รวมข่าวน้ำมัน&แก๊ซ
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
กรกฎาคม 19, 2018, 01:09:58 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมข่าวน้ำมัน&แก๊ซ  (อ่าน 4304 ครั้ง)
P-LSV team
Senior Member
member
*

คะแนน103
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 03:47:55 PM »

น้ำมันโลกดิ่งวูบมาอยู่ต่ำกว่า $87 กูรูชี้ตลาดตื่น ศก.สหรัฐฯ ถดถอย
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2551
ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งวูบมาอยู่ในระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
 
 
       เอเจนซี/เอเอฟพี - ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งวูบกว่า 4 ดอลลาร์ มาอยู่ในระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์มองตลาดหวั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย จนไม่สนใจปัจจัยอื่นๆที่ในเวลาปกติจะผลักให้ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่สงบในไนจีเรีย ท่าทีของโอเปกที่บ่งชี้ว่าอาจไม่เพิ่มปริมาณการผลิต
       
       สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบไลท์สวีตครูด สำหรับส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ซื้อขายกันในตลาดลอนดอน เมื่อวานนี้ (22) มีราคาลดลง 4.46 ดอลลาร์ จากราคาปิดที่ตลาดไนเม็กซ์ ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันศุกร์ (18) มาซื้อขายกันที่ 86.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาราคาสัญญาน้ำมันดิบไลท์สวีตครูดขยับมาซื้อขายที่ 87.31 ดอลลาร์
       
       ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ (21) ตลาดไนเม็กซ์ไม่มีการกำหนดราคาปิด เนื่องจากตัวตลาดจริงๆ ปิดทำการเนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ซึ่งถือเป็นวันหยุดประจำชาติของสหรัฐฯ
       
       ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์ สำหรับส่งมอบเดือนมีนาคม ที่ตลาดลอนดอน เมื่อวานนี้ มีราคาลดลง 1.73 ดอลลาร์ จากราคาปิดที่ลอนดอน เมื่อวันศุกร์ มาซื้อขายกันที่ 85.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
       
       สำหรับการซื้อขายที่ตลาดในสิงคโปร์ เมื่อวานนี้สัญญาน้ำมันดิบไลท์สวีตครูด มีราคาลดลง 3.87 ดอลลาร์ จากราคาปิดที่นิวยอร์ก เมื่อวันศุกร์ มาซื้อขายกันที่ 86.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ มีราคาลดลง 1.93 ดอลลาร์ จากราคาปิดที่ลอนดอน เมื่อวันศุกร์ มาซื้อขายกันที่ 85.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
       
       โรเบิร์ต ลัฟลิน แห่งเอ็มเอฟโกลบัล กล่าวว่า ตลาดน้ำมันเมื่อวานนี้ถูกขับเคลื่อนโดยราคาหุ้นในตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างในตลาดสหรัฐฯ
       
        ตลาดหุ้นสำคัญๆ ในเอเชียดิ่งฮวบลงมากถึง 8% เนื่องจากนักลงทุนที่ตื่นตระหนกหวั่นวิตกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก
       
        ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกือบทุกชนิดต่างก็ดิ่งลง เนื่องจากเทรดเดอร์หวั่นวิตกว่าความต้องการวัตถุดิบทั่วโลกจะอ่อนตัวลง
       
        “ความรู้สึกในตอนนี้ก็คือ ผลกระทบจากวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐฯอาจแพร่กระจายสู่ญี่ปุ่นและยุโรป” โทบิน กอรีย์ นักยุทธศาสตร์สินค้าโภคภัณฑ์ แห่งคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ในออสเตรเลีย กล่าว
       
        ณ ตอนนี้ มีหลักฐานชี้ให้เห็นแล้วว่า ดีมานด์น้ำมันกลั่น เช่น น้ำมันทำความร้อน และน้ำมันเบนซิน ลดลงเนื่องจากฤดูหนาวที่อุ่นกว่าปกติ และราคาน้ำมันในที่พุ่งสูงในช่วงต้นปีนี้ ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันกลั่นบางรายในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จะตัดลดปริมาณการผลิต
       
        เทรดเดอร์ กล่าวว่า ความรู้สึกแง่ลบที่แผ่ซ่านไปทั่วตลาดการเงินนั้น เกิดขึ้นในขณะที่บรรดาเทรดเดอร์ก็พากันเทขายสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อนำเงินสดมาชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาในช่วงที่พุ่งสูงลิ่วกับราคาในช่วงที่ดิ่งฮวบ
       
       โกลด์แมน แซกส์ วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีท กล่าวว่าหากนักเก็งกำไรพากันเทขายน้ำมันในตลาดทั้งหมด ราคาอาจดิ่งลงสู่ระดับไม่ถึง 90 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานด้านดีมานด์และซัปพลายอาจทำให้พวกกองทุนไม่สามารถเทขายได้ทั้งหมด
       
       สตีฟ โรว์ลส์ นักวิเคราะห์แห่งบริษัทหลักทรัพย์ซีเอฟซี ซีย์มัวร์ ในฮ่องกง กล่าวว่า “ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็นราคาน้ำมันดีดกลับในเร็วๆ นี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์อันยากลำบากในตลาด”
       
        นิมิต คามาร์ นักวิเคราะห์แห่งซัคเดน กล่าวว่า เมื่อวันจันทร์ มีปัจจัยมากมายที่น่าจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้ ถ้าหากตลาดไม่ตกอยู่ใต้แรงบีบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น
       
        นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆที่โดยปกติแล้วจะทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้น เช่น คำกล่าวของชาติสมาชิกองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่มองว่าตลาดมีซัปพลายอยู่เพียงพอ และความไม่สงบในไนจีเรีย ซึ่งเป็นชาติผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในแอฟริกา
       
        อย่างไรก็ดี โรว์ลส์ กล่าวว่า ภัยคุกคามต่อซัปพลายที่ไนจีเรียเกิดขึ้นมานานมากจนกระทั่งไม่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุนอีกต่อไป ในเวลานี้ ทุกคนต่างจับตาดูภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ
 
 


บันทึกการเข้า

P-LSV team
Senior Member
member
*

คะแนน103
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 11:48:03 AM »

“ก๊าซหุงต้ม” ประกาศขึ้นราคา 3-5 บาท/ถัง มีผล 1 ก.พ.นี้
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มกราคม 2551
  ก๊าซหุงต้มประกาศขึ้นราคา 3-5 บาท/ถัง โดยไม่รวมค่าขนส่ง มีผล 1 ก.พ.นี้ ส่งผลทำให้ราคาขายขนาดถัง 15 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจาก 280-285 บาท เป็น 285-290 บาท และขนาดถัง 48 กิโลกรัมเพิ่มขึ้นจาก 820 บาท เป็น 830 บาท สนพ.ชี้ต้องขออนุญาตพาณิชย์ก่อน
       
       วันนี้ (29 ม.ค.) มีรายงานข่าวว่า สมาคมก๊าซปิโตรเลียม มีกำหนดจะปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กิโลกรัม 3-5 บาทต่อถัง หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือแจ้งขอปรับราคาขายก๊าซขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นไว้กับกรมการค้าภายใน และได้รับการตอบกลับแล้ว ส่งผลทำให้ราคาขายขนาดถัง 15 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจาก 280-285 บาท เป็น 285-290 บาท และขนาดถัง 48 กิโลกรัมเพิ่มขึ้นจาก 820 บาท เป็น 830 บาท โดยมีผลตั้งแต่ 1 ก.พ. 2551
       
       นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมก๊าซปิโตรเลียม เปิดเผยว่า โรงบรรจุก๊าซได้มีหนังสือแจ้งขอปรับราคาขายก๊าซขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นมีผลตั้งแต่ 1 ก.พ.นี้ โดยจะปรับราคาก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กิโลกรัม ขึ้น 3-5 บาท/ถัง ทำให้ราคาขายขนาดถัง 15 กิโลกรัมเพิ่มขึ้นจาก 280-285 บาท เป็น 285-290 บาท และขนาดถัง 48 กิโลกรัมเพิ่มขึ้นจาก 820 บาท เป็น 830 บาท การปรับราคาเป็นไปตามเพดานที่แจ้งไว้กับกรมการค้าภายใน โดยเป็นไปตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
       
       ด้าน นายวีระพล จิระประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า แม้โรงบรรจุก๊าซจะปรับราคาเพิ่มขึ้นตามเพดานที่ขอไว้กับกรมการค้าภายใน แต่ผู้ค้าปลีกยังไม่สามารถปรับราคาขายกับประชาชนได้ โดยจะต้องรอการอนุมัติจากกรมการค้าภายในก่อน
       
       อย่างไรก็ตาม เห็นว่าค่าการตลาดของราคาก๊าซยังสูงอยู่คือ 3.2626 บาท/กก. ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับค่าการตลาดของราคาน้ำมัน
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า
P-LSV team
Senior Member
member
*

คะแนน103
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 06:18:35 PM »


 
  คนไทยเตรียมถูกสูบเลือดซ้ำ! ค่าไฟเดือน ก.พ.จ่อขึ้นอีกหน่วยละ 6 สตางค์ ดีเดย์ 13 ก.พ.นี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน “ปิยสวัสดิ์” ชี้ทุกอย่างสะท้อนตามต้นทุน ยืนยันไม่มีใบสั่งทางการเมือง ยอมรับ สมัยรัฐบาล ทรท.สั่งแทรกแซงราคาน้ำมัน ทำหนี้พุ่งเฉียดแสนล้าน ท้ายสุด ปชช.ก็ต้องรับภาระใช้หนี้เอง โดยใช้ราคาน้ำมันที่แพงเกินจริง
       
       นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแลค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติและบริการ เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ก.พ.นี้ บอร์ดเอฟทีจะประชุมเพื่อพิจารณาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่จะเปลี่ยนแปลงในรอบเดือน ก.พ.-พ.ค.นี้ โดยยอมรับว่า แนวโน้มค่าเอฟทีงวดใหม่จะปรับขึ้น เพราะราคาก๊าซธรรมชาติปรับขึ้น 10 บาทต่อล้านบีทียู แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ค่าเอฟทีลดลงได้ 3 สตางค์ต่อหน่วย จึงต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย
       
       นายณอคุณ ระบุว่า ค่าไฟฟ้าในงวดเดือน มิ.ย.-ส.ค.นี้ อาจต้องปรับขึ้นอีกครั้ง จากการใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้า เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อาจไม่เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้า ด้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่าเอฟที ที่จะปรับขึ้นในงวดเดือน ก.พ.-พ.ค.นี้ อาจปรับขึ้น 5-6 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจุบันเก็บที่ 66 สตางค์ต่อหน่วย นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรก ในรอบ 17 เดือน
       
       “แนวโน้มค่าไฟคงจะขึ้นแต่จะเป็นตัวเลขเท่าใดต้องดูรายละเอียดอีกครั้งเพราะช่วง 3 เดือนข้างหน้า เป็นห่วงเพราะเป็นช่วงหน้าร้อน ปกติจะใช้ไฟมากแล้วก็ต้องใช้น้ำมันเตาผลิตไฟฟ้าเสริมก็จะต้องไปดูการบริหารจัดการก่อน”
       
       นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ค่าเอฟทีงวดเดือน ก.พ.-พ.ค.นี้ จะขึ้นเท่าไรขึ้นกับการพิจารณาของบอร์ดเอฟที กระทรวงพลังงานไม่แทรกแซงให้ตรึงหรือลดราคา รัฐบาลใหม่ก็คงไม่แทรกแซงเช่นกัน เพราะมีสูตรคำนวณเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว พร้อมกับยอมรับว่า งานด้านไฟฟ้าน่าห่วง กฟผ.ถอดใจลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทยแล้ว เพราะคนไทยไม่ยอมรับพลังงานเชื้อเพลิง ที่หลากหลาย โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน และนิวเคลียร์ ในอนาคต กฟผ.คงต้องซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเกาะกงของกัมพูชา หรือร่วมทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในกัมพูชา แม้ว่าจะมีต้นทุนการลงทุนที่สูงกว่าลงทุนในประเทศก็ตาม
       
       “ค่าเอฟที มีแนวโมสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงาน ถึงแม้ว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาบริหาร ทุกอย่างก็จะสะท้อนตามสูตรอัตโนมัติอยู่แล้ว จึงไม่เกี่ยวกับการเมืองที่จะมาสั่งตรึงแต่อย่างใด ส่วนกรณีการแทรกแซงราคาน้ำมัน คาดว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ คงจะไม่ดำเนินการ เพราะสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ต้องใช้เงินไปกว่า 90,000 ล้านบาท ในที่สุดประชาชนก็เป็นผู้ใช้หนี้ และการบริโภคน้ำมันสูงกว่าที่ควรจะเป็น”
       
       ส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) คาดว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะนำเข้าได้หลังปี 2554 แต่ราคาจะสูง เพราะเป็นราคาในตลาดจริง โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.จะลงนามข้อตกลงเบื้องต้นการรับซื้อก๊าซแอลเอ็นจีกับกาตาร์ ในปริมาณ 900,000 ตันต่อปี ในราคา 10 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู ตามราคาอ้างอิงตลาดญี่ปุ่น
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า
P-LSV team
Senior Member
member
*

คะแนน103
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 25, 2008, 05:25:14 PM »

ปตท.นำเข้า LPG 2.2 หมื่นตันสัปดาห์หน้า คาดทั้งปีนำเข้า 1 แสนตัน
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มีนาคม 2551 17:14 น.
 
 
       นายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.จะนำเข้าแก๊สหุงต้ม หรือ LPG จำนวน 2.2 หมื่นตัน จากประเทศตะวันออกกลาง ในสัปดาห์หน้า ซึ่งประมาณการเบื้องต้นคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะนำเข้าทั้งสิ้น 100,000 ตัน แต่จะพิจารณานำเข้าเป็นรายเดือน โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ราคานำเข้าแก๊ส LPG ดังกล่าวอยู่ที่ 900 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าราคาภายในประเทศที่มีราคาเพียง 320 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น ปตท.จะรับภาระขาดทุน ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 410 ล้านบาทต่อเดือน ไว้เอง
        สำหรับสาเหตุการขาดแคลนแก๊ส LPG นั้น มาจากปริมาณความต้องการใช้แก๊ส LPG ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคการขนส่งที่มีอัตราการใช้ที่ขยายตัวอย่างมาก เพราะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงรัฐบาลได้ตรึงราคาแก๊ส LPG ไว้ที่ระดับ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงกรกฎาคมปีนี้ จึงวิตกว่าหลังเดือนกรกฎาคมภาวะขาดแคลนแก๊ส LPG จะเกิดขึ้น
 
บันทึกการเข้า
P-LSV team
Senior Member
member
*

คะแนน103
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 25, 2008, 05:40:01 PM »

มองน้ำมัน-ทองราคาสูงเกินจริง
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มีนาคม 2551 12:41 น.
 
 
       กูรูวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ ปตท.ชี้ ราคาน้ำมันเหมาะสมอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ระบุหากมีการใช้ระบบขนส่งมวลชน-คาร์พูลอย่างจริงจัง ช่วยลดการใช้พลังงานได้มาก ขณะที่ห้างทองเล่งหงษ์ระบุ ราคาทองคำในตลาดโลกมีสิทธิ์ทะลุ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ด้านบลจ.ฟินันซ่า มองสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มเป็นบวกไปอีก 5-10 ปี แนะลงทุน 10%ของพอร์ตลงทุน
       
       นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันมีโอกาสที่จะยืนอยู่ในระดับที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลตลอดไป แต่น่าจะปรับตัวลดลงมา เนื่องจากน้ำมันเป็นปัจจัยที่จำเป็นปัจจัยที่ 5 ภายหลังที่เรามีพัฒนาการเรื่องใช้เครื่องจักรมาจากซากฟอสซิล การที่จะเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่นทดแทนการจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ต่อมาพอราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจึงไม่มีใครสนใจไปทำอย่างอื่นเพื่อมาทดแทน ราคาน้ำ ที่อยู่อาศัย คนไปการศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่อนนำมาใช้แทน ขณะที่ผู้ผลิตเองคงไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปมาก เพราะว่าหากมีพลังงานทางเลือกมาทดแทนแล้ว คนจะไม่กลับมาใช้น้ำมันอีก แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงก็ตาม
       
       ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงตลอดไป คนจะเริ่มไปวิจัยหาสิ่งใหม่แทน ปัจจุบัน ปริมาณกำลังสำรองน้ำมันที่สามรถขุดขึ้นมาได้มีประมาณ 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่สามรถนำน้ำมันขึ้นมาได้ โดยทางเทคนิคแล้ว ปริมาณน้ำมันยังมีอยู่ทั่วโลก หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีก็สามารถผลิตขึ้นมาใช้ได้
       
       สำหรับราคาน้ำมันที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้น้ำมัน เพราะโลกมีการพัฒนามาแบบนั้น ส่วนอะไรที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็สามารถพัฒนาขึ้นแล้วนำมาใช้แทน โดยในระยะยาวแล้วปริมาณการใช้พลังงานโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยยังไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ขณะที่ประเทศอื่นๆ เคยประสบมาแล้ว หากมีการใช้คาร์พูล และรัฐบาลมีการตัดสินใจในการทำระบบขนส่งมวลชนก็จะช่วยได้มาก และการปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกของราคาตลาดโลกเป็นวิธีการที่ดีที่สุด และจะช่วยให้คนประหยัดไปโดยปริยาย
       
       นายสมพงษ์ วชิรคพรรณ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างทองเล่งหงษ์ กล่าวว่า ราคาทองคำในปัจจุบันยังอยุ่ในระดับที่สูง โดยหากราคาทองคำไม่ปรับลดลงมาที่ระดับ 12,500 – 12,800 บาทอย่าไปลงทุน แต่หากราคาปรับขึ้นไป 15,000 บาท ทำให้ต้องซื้อ เพราะอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูง ทำให้สินทรัพย์หายไปเพราะอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ให้ก็ไม่สมดุลย์กัน ดังนั้น จึงควรลงทุนในสินทรัพย์อะไรที่ได้อัตราผลตอบแทนมากกว่า 5% ซึ่งทองคำจะสามารถปกป้องจากการเสี่ยมโทรมของสินทรัพย์ได้สูง และคาดว่าช่วงที่เหมาะสมในการซื้อทองคำน่าจะอยู่ประมาณเดือนมิถุนายน 2551 โดยราคาทองคำน่าจะปรับตัวลงไปที่ 12,800 บาท
       
       ทั้งนี้ ราคาทองคำมีการแกว่งตัวค่อนข้างสูง โดยในช่วง 4 ปีข้างหน้าราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นไปที่ 20,000 บาท จากนั้นจะปรับตัวลดลงมาที่ตามธรรมชาติของสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 25 -26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะว่าราคาทองคำปรับขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะถูกลง และราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นไปที่ระดับ 180 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยจะอยู่ที่ระดับ 50 บาทต่อลิตร
       
       นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลทรายขอนแก่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตเอทานอลสูง แต่ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของทางภาครัฐเป็นสำคัญ น้ำตาลถือว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดหนึ่ง หากจะลงทุนเองจะลำบาก เพราว่ามีความหวือหวา ราคาปรับขึ่นลงอย่างรวดเร็ว ควรให้กองทุนดูแลให้ เพราะว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์
       
       สำหรับปริมาณการใช้เอทานอลมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยสหรัฐอเมริกา จะนิยมใช้ข้าวโพดผลิต เพราะว่าผลผลิตมาค่อนข้างเพียงพอกับความต้องการ แต่ก็นับว่ามีต้นทุนสูงที่สุด โดยมันสำปะหลังมีต้นทุนรองลงมา และอ้อยเป็นสิ่งที่มีต้นทุนถูกที่สุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำกากอ้อยไปสร้างพลังงานอื่นได้ด้วย ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอ้อยมากกว่าปริมาณการส่งออกอยุ่ที่ 5 ล้านตัน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งออกสินค้าถูกไปยังประเทศอื่น เพื่อให้ประเทศอื่นนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และประเทศไทยไปซื้อกลับมา
       
       นายมนต์ชัย จาตุรันต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้นในตลาดหุ้นมีปริมาณสูง 30% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปต่หากดูในแง่อุปสงค์ของน้ำมันแล้ว ไม่ได้เติบโตเร็ว เพราะมีข้อจำกัดในการผลิต โดยจีน อินเดีย ที่คนชั้นกลางเริ่มมีรายได้ทำให้หันมานิยมบริโภคเพิ่มมากขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมมอดิตี้) จึงมีแนวโน้มเป็นบวกไปอีก 5-10 ปี
       
       ทั้งนี้ หากมีเงิน 100 บาท ให้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ เงินสด ตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ โดยควรลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ประมาณ 10% ของพอร์ตในภาวะปกติ

 
 
 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!