“หมอธีระวัฒน์” เผยความจริงต้นตอที่มาโควิด พร้อมแจงละเอียดยิบเหตุยุติวิจัยไวรัส
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่21"
กุมภาพันธ์ 24, 2024, 11:18:55 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: “หมอธีระวัฒน์” เผยความจริงต้นตอที่มาโควิด พร้อมแจงละเอียดยิบเหตุยุติวิจัยไวรัส  (อ่าน 879 ครั้ง)
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1880
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13132


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 21, 2024, 10:36:52 AM »

“หมอธีระวัฒน์” เผยความจริงต้นตอที่มาโควิด
พร้อมแจงละเอียดยิบเหตุยุติวิจัยไวรัสค้างคาว
-------------------------------------------------
“หมอธีระวัฒน์” เขียนบทความ เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับโควิด
ส่อหลุดจากแล็บที่อู่ฮั่นซึ่งทำการวิจัยไวรัสร่วมกับสหรัฐฯ
และเกิดจากการปรับแต่งพันธุกรรมให้แพร่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ง่าย

มีขบวนการพยายามปกปิดข้อมูล

โดยกลุ่มบุคคลนักวิจัยที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
พร้อมแจงศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฯ
ยุติโครงการวิจัยไวรัสค้างคาวโดยรับทุนจากต่างประเทศ
เพราะไม่คุ้มค่าและเป็นอันตราย
ขณะที่คณบดีแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ
ยังบอกจะมีการหาไวรัสค้างคาวต่อไป
เสี่ยงเกิดโรคระบาดซ้ำรอยอู่ฮั่น
โดยประเทศไทยตกเป็นผู้ต้องหา

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
เขียนบทความเรื่อง

“โควิดความจริงที่ถูกเปิดเผย”

เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นตอที่มาของไวรัสโควิด-19
ที่ได้จากการศึกษาวิจัยของต่างประเทศ
รวมทั้งการไต่สวนของสภาคองเกรสของสหรัฐฯ
รวมทั้งให้รายละเอียดเกียวกับการยกเลิกโครงการ
และยุติการรับทุนจากต่างประเทศ
ในการทำวิจัยเรื่องไวรัสจากค้างคาวและสัตว์ป่า
และการตัดต่อพันธุกรรม
เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายอย่างร้ายแรง
หากไวรัสหลุดออกสู่ภายนอก
แต่กลับถูกคณะแพทย์ศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตั้งคณะกรรมการสอบสวน

โควิดความจริงที่ถูกเปิดเผย (ตอนที่ 1)

เรื่องราวมากมายที่เราต้องทราบ
ถึงที่มาของการเกิดโรคระบาดโควิดทั่วโลก
และทำให้คนเสียชีวิตหลาย 10 ล้านคน
และมีภาวะแทรกซ้อนติดตามต่อมามากมายมหาศาล

ทั้งนี้ เพื่อหาคนรับผิดชอบ มีใครได้รับผลประโยชน์
มีการสืบสวนและสอบสวนในหลายประเทศ
รวมทั้งในรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นต้นตอของเรื่องโควิด
และเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ต้องไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้ซ้ำ

ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้มาจากศูนย์ของเราที่อยู่ในวงจรนี้
และหลังจากที่ได้เริ่มรับทราบความจริง
จึงได้ยุติ อย่างสิ้นเชิง
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพและโรคอุบัติใหม่
ซึ่งเป็นศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก
ค้นคว้าและอบรมไวรัสสัตว์สู่คน
รับผิดชอบโครงการที่ได้รับทุนจากสหรัฐฯ
ตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2020 และยุติโครงการทั้งหมด
รวมทั้งทำลายตัวอย่างเหล่านี้ด้วยเหตุผล
ของความปลอดภัยและการเกิดโรคระบาดในประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือกับสหรัฐ
ผ่านทางกระทรวงกลาโหม
DARPA BTRA NIH NIAID USAID
และองค์กร EcoHealth alliance
ซึ่งเชื่อมโยงกับทั้งหมด และที่นี้
การกล่าวถึงองค์กรใดๆ
จะหมายถึงเครือข่ายนี้ทั้งหมด

ความเชื่อมโยงเหล่านี้
ยังเกี่ยวพันกับทุนที่ให้กับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น
ย้อนหลังไปถึง 10 ปีก่อนหน้าการเกิดโควิด
จากการเปิดเผยในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2023
ห้องชีวนิรภัยระดับสี่ของอู่ฮั่นนั้น
ตั้งขึ้นได้จากฝรั่งเศสออกแบบ
แคนาดาส่งตัวอย่างไปไวรัสร้ายแรง
และได้ทุนจาก NIAID สหรัฐฯ
โดยมีการวิจัยสร้างไวรัสร้ายแรงต่างๆ
รวมทั้ง ไวรัสกลุ่มโคโรนา
(ซึ่งโควิด อยู่ในกลุ่มนี้)

โดยมีรายงานความบกพร่องในระบบความปลอดภัยมาตลอด

ปี 2016 กระทรวงพลังงานสหรัฐ
ได้เตือน NIH ถึงการปฏิบัติการ
ปรับแต่งไวรัส แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

เดือนตุลาคม 2017 เจ้าหน้าที่จาก NIAID
ได้มาที่สถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น
และได้รับรู้ถึงกระบวนการปรับแต่งไวรัส Ebola
และ ความไม่พร้อมของห้องชีวะนิรภัยระดับสี่

โดยได้แจ้ง F Gray Hadley NIAID
รวมทั้งสถานทูตสหรัฐฯ กรุงปักกิ่งในวันที่ 19 มกราคม 2018
แต่การแจ้งเตือนเกี่ยวกับการปรับแต่งไวรัสนั้น
ไม่ถูกระบุเพราะเกรงว่าความร่วมมือ
ระหว่าง NIH และ อู่ฮั่นจะถูกระงับ

ในวันที่ 31 มีนาคม 2019
เจ้าหน้าที่จากประเทศแคนาดาจาก
Toronto, Pearson, International Airport เที่ยวบิน AC 031
ได้นำตัวอย่างไวรัส Ebola 12 สายพันธุ์
เป็นจำนวน 24 หลอดและ
ไวรัสนิป้าห์เป็นจำนวน 6 หลอด
ใส่ในภาชนะน้ำแข็งแห้ง 33 ปอนด์
โดยส่งมาจากห้องปฏิบัติการ
ชีวนิรภัยระดับสี่ ที่ Winnipeg

Dan Brouillette Deputy Secretary
กระทรวงพลังงานได้เตือน Fauci ถึงการที่ช่วยสถาบันไวรัสอู่ฮั่น
ในการวิจัยไวรัสโคโรนา จะเสี่ยงต่ออันตรายและ
จะกลายเป็นการคุกคามทางทหาร
และไม่ได้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาอย่างเดียว
ที่สถาบันไวรัสอู่ฮั่น
แต่ยังรวมถึงการวิจัยที่หน่วยงานสหรัฐ
ร่วมมือปฏิบัติกับกลุ่มอื่นๆ ในประเทศจีน

แต่ทั้งนี้ Fauci ได้กล่าวว่าไม่ได้มีความเชื่อมโยงดังกล่าว

ทั้งนี้ มีการสัมภาษณ์มากกว่า 60 คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
รวมทั้งมีหลักฐานจากกรรมาธิการ
ของรัฐสภาสหรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดโควิด
โดยได้มีหมายสอบสวน
และพบเอกสารทางอีเมล
ระหว่างเจ้าหน้าที่ ของ NIH และองค์กรต่างๆ

หลังจากการแพร่ระบาดโควิด ในปี 2019
ในเดือนกรกฎาคม 2023 USAID NIH ได้ยุติ
โครงการ 125 ล้านเหรียญ DEEP VZN
(discovery and extrapolation of emerging pathogens Viral Zoonoses)
ซึ่งรวบรวมไวรัสจากสัตว์ป่าและค้างคาวจากที่ต่างๆ ทั่วโลก
และเพื่อคาดคะเนว่าไวรัสตัวไหนจะก่อให้เกิดการระบาดทั่วโลก
และยุติการให้ทุนต่อสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่นในปัจจุบัน
และต่อเนื่องไปถึงอีก 10 ปี

บันทึกฉบับจริงถึงผู้อำนวยการ สถาบัน
วิจัยไวรัสอู่ฮั่น วันที่ 17 กรกฎาคม 2023
ยุติการให้ทุนและต่อเนื่องไปอีก 10 ปี
มีการเปิดเผยชัดเจนจากรัฐสภา

ทั้งนี้ทุนวิจัยดังกล่าวได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2014 จนถึง 2020
และสาเหตุสำคัญที่ยุติ ก็คือ
การกระทำผิดทางวิจัยก่อให้เกิดแล้ว
หรือมีความเสี่ยงให้เกิดอันตราย
โดยทำให้ไวรัสมีความร้ายแรงมากขึ้น
กว่าที่กำหนดในโครงการ

ทั้งนี้ บันทึกมีสำเนาส่งถึง
ด็อกเตอร์ Zhengli Shi
ที่ทราบในนาม Bat Lady ด้วย

ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2023
มีการเปิดเผยถึง
นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันไวรัสอู่ฮั่น
ที่น่าจะมีส่วนในการระบาดของโควิด
เสียชีวิตโดยตกจากตึกของสถาบัน

ดร Steven Quay หมอและนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อ
โดยมีผลงานตีพิมพ์กว่า 360 ชิ้นและคิดค้นยารักษา
ที่ผ่านการรับรองจาก อย. สหรัฐ 7 รายการ
และถือสิทธิบัตร 90 รายการ
และเชี่ยวชาญ ด้าน RNA เทคโนโลยี
เป็นคนแรกๆ ที่ให้หลักฐานแก่กรรมมาธิการสภาสหรัฐ
ในวันที่ 26 มิถุนายน 2021

หลักฐานที่ให้โดยสังเขป
ประการที่หนึ่งได้แก่
ไวรัสแรกเริ่มนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในคนที่ตลาดสด
แต่เป็นคนที่รับตัวเข้าโรงพยาบาลที่
ห่างจากสถาบันไวรัสอู่ฮั่น 3 กิโลเมตร
เป็นผู้ชายอายุ 39 ปี และการถอดรหัส
พันธุกรรมของไวรัสโควิดอีก 3 ล้านตัวอย่าง
ไวรัสจากชายคนดังกล่าวถือเป็นไวรัสต้นตอที่สุด
ประการที่สอง
การค้นหาไวรัสโควิดในน้ำและสิ่งแวดล้อม
ที่ตลาดสดนั้นไม่พบเลย
ประการที่สาม
การตรวจหาไวรัสโควิด
ในสัตว์นานาชนิด 80,000 ตัวอย่าง
ไม่พบไวรัสโควิดเช่นเดียวกัน
และประการที่สี่
เลือดในธนาคารเลือด 9,952 ตัวอย่าง
ก่อนเดือนธันวาคมปี 2019 ไม่พบหลักฐานของการติดโควิด

โควิดมีลักษณะพิเศษที่สามารถ
เข้ามนุษย์จากการที่มี furin cleavage site
และ dimer code (CGG-CGG dimer)
ที่ไวรัสอื่นๆ ในกลุ่ม Sarbeco ไม่มี ได้แก่
SARS-CoV1
Bat-SARS like coronavirus WIV1 bat coronavirus RaTG13
และ bat strains อื่นๆ ที่ไม่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้
มาอย่างน้อย 1,000 ปี

ลักษณะพิเศษของตำแหน่งนี้ใช้ในการพัฒนา
สร้างไวรัสใหม่ gain of function
ตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งทั้ง ดร. Shi และ Daszak ก็ยอมรับว่า
ไม่มีกระบวนการตามธรรมชาติ
ที่โควิดจะมีตำแหน่ง furin site พิเศษนี้

คำถามต่อไป เป็นไปได้หรือไม่ ที่ไวรัสโคโรนาจากธรรมชาติ
จะผสมรวมกันหรือ recombination ทำให้เกิดโควิด
ทั้งนี้ กระบวนการเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้น
เนื่องจากระหว่างกลุ่มของไวรัสโคโรนา
จะมีกลไกที่ต่อต้านการควบรวมหรือการที่มี hot spots ต่างกัน

โควิดถูกปรับแต่งมาตั้งแต่ต้นเพื่อให้มีความสามารถ
ในการแพร่จากคนสู่คน ทั้งนี้ ส่วนของโควิด
ที่เกาะติดและเข้าสู่เซลล์มนุษย์ได้นั้น
มีความพร้อมสมบูรณ์อยู่แล้วถึง 99.5%

โควิดความจริงที่ถูกเปิดเผย (ตอนที่ 2)

สถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น เคยได้ประกาศว่า
ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
การสร้างไวรัสโคโรนาใหม่
ด้วยวิธีการต่างๆ จาก
Ralph Baric ที่ North Carolina
มานานแล้ว

การสอบสวนของรัฐสภาสหรัฐ
ในเรื่องการสร้างไวรัสใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2022
ซึ่งสามารถดูได้จาก YouTube
เนื่องจากมีความยาวมากจึงได้มีการจัดแบ่งเป็น
ตอนที่หนึ่งและสอง
•First senate hearing on gain of function research since start of pandemic - part 1 and 2 (2022)
•https://www.youtube.com/live/koUvMznvsqs?si=Mm9gTDRQuty3m1RJ

และ
•https://www.youtube.com/live/rinfVVWwwyY?si=2nC9glZUP0VLoCW9
และต่อเนื่องกันจนถึงปัจจุบัน
จนมีความสำเร็จในการแปรญัตติที่จะระงับทุนของ NIH
และหาตัวคนที่รับผิดชอบการเสียชีวิตของมนุษย์หลายล้านคน

การสอบสวนของวุฒิสภาความมั่นคงของมาตุภูมิ
ในวันที่ 3 สิงหาคม 2022 (ตอนที่สองใน YouTube)
พบว่าการทดลองสร้างไวรัสใหม่ให้รุนแรงกว่าเดิม
นั้นเริ่มตั้งแต่ปี 2002 ถึง 2003 และจนกระทั่งในปี 2011
มีรูปแบบการสร้างไวรัสที่เป็นมาตรฐาน

นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นพยานและให้หลักฐาน ได้แก่
Richard H Ebright จากสถาบัน Waksman
มหาวิทยาลัย Rutgers Steven Quay จาก
Atossa Therapeutics และ Kevin M Esvelt จาก MIT

Steven Quay เป็นพยานให้การ
และให้หลักฐานของการที่โควิดเกิดจาก
การปรับแต่งให้เกิดโรคในคน
และไม่ได้มาจากธรรมชาติ Steven ให้การ
ต่อรัฐสภาตั้งแต่มิถุนายน 2021 และ
3 สิงหาคม 2022 (YouTube ตอนที่หนึ่ง)

รัฐสภา ได้ลำดับเหตุการณ์การศึกษา สร้างไวรัสใหม่
ที่มีการยุติ ในปลายสมัยโอบามา และ NIH ได้รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่
โดยให้ทุนแก่ North Carolina และ ดร Shi
ซึ่งต่อมาได้ถูกให้ยุติแต่กระนั้น
มีการให้ทุนใหม่โดย NIH โดยไม่มีการให้ตรวจสอบ
จากกรรมการภายนอก
จนกระทั่งเกิดการระบาดของโควิด

Richard H Ebrightยืนยันว่ามีการยุติการให้ทุนของ NIH จริง
แต่ NIH ยังทำต่อ คำอธิบายว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์
ยังคงทำการวิจัยที่อันตรายเหล่านี้
คำตอบก็คือมีผลตอบแทน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุนวิจัยหรือ
ชื่อเสียงที่ได้จากการตีพิมพ์

Kevin ได้สนับสนุนในการให้ยุติกระบวนการศึกษา
สร้างไวรัสใหม่ ทั้งนี้ ด้วยหลักฐานที่เชื่อมโยง
การเกิดโควิดและการให้ทุนกับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น
ทั้งนี้สามารถที่จะกลายเป็นอาวุธทำลายร้ายแรง
หรือ weapon of mass destruction

ดร Robert Redfield ผู้อำนวยการ CDC
ในช่วง 2018 ถึง 2021 เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้น
ในฐานะที่อยู่ในคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดี
เช่นเดียวกับ Fauci ได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการที่
Fauci ปฏิเสธโควิดจากห้อง lab ทั้งที่มีหลักฐานคัดค้าน
กับการเกิดตามธรรมชาติ
และกล่าวซ้ำในวันที่ 21 มีนาคม 2023

ศาสตราจารย์ Jeffrey Sachs ที่มีชื่อเสียง
ได้กล่าวเปิดโปง Daszak ประธานองค์กร EcoHealth alliance มาแล้ว
จากการที่ท่านเป็นประธาน Lancet Commission และได้ตั้ง Daszak
ในการสืบหาต้นตอของโควิด
ปรากฏว่า Daszakโกหกมาตลอด (ใช้คำว่า Lie)
นอกจากนั้น ยังเปิดเผยว่า Ian Lipkin จาก Columbia
ซึ่งทำหนัง contagion ในปี 2011 และ
เป็นผู้ที่มาเยี่ยมที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพหลายครั้ง
ระหว่างที่เราได้รับทุน จากสหรัฐฯเป็นอีกคนหนึ่ง
ที่เกี่ยวข้องกับ EcoHealth alliance
และพยายามล้มล้างทฤษฎีการเกิดจากแลป
และทำให้เป็นทฤษฎีสมคบคิด

ในวันที่ 26 เมษายน 2023 รัฐสภาสอบสวน
Samantha Powell ของ USAID
การให้ทุนกับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น

วันที่ 5 มีนาคม 2023 รัฐสภาสหรัฐ สืบสวนกรณีบทความ
ในวารสารเนเจอร์ (Proximal Origin) ที่ตีพิมพ์ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2020
หลังจากเกิดโควิดได้สองเดือน จากนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ
และพบว่าFauci มีการร่างบทความ
ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อ โดยในงานนี้
เป้าหมายคือ การดิสเครดิต “โควิด เกิดจากแล็บ”
รวมทั้ง Jeremy Farrah (Oxford Welcome Trust)
และปัจจุบัน เป็นChief Scientist ของ WHO ตั้งแต่ 2023
ได้เกี่ยวข้องกับรายงานตีพิมพ์ฉบับนี้แต่ไม่ได้มีชื่ออยู่

บันทึกจากสภาคองเกรส ในวันที่ 5 มีนาคม 2023
ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2020
ที่Fauci และ Collins และ อย่างน้อยอีก 11 คน
ที่ได้มีการประชุมผ่าน
conference call และตัว Fauci และ Collins ได้
ถูกเตือนว่า โควิดอาจจะเกิดจาก
สถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่นโดยการตั้งใจ
ที่จะสร้างไวรัสใหม่

สามวันหลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์สี่คน
ที่ร่วมประชุมได้ร่างบทความ Proximal origin
และส่งดราฟท์ให้ Fauci และ Collins
เพื่อตรวจทานและแก้ไขก่อนที่จะส่งไปยังวารสารเนเจอร์

ในวันที่ 16 เมษายน 2020
หลังจากที่ตีพิมพ์ในวารสารแล้ว Collins ได้อีเมล ถึง Fauci
แสดงความผิดหวังว่า เนื้อหายังไม่รุนแรงพอ
ที่จะล้มล้างโควิดมาจากแล็บ และ
ต้องการให้ NIH กดดันมากขึ้น
ดังนั้นในวันต่อมา Fauci ได้สำทับในการให้สัมภาษณ์
ที่ทำเนียบขาวว่า โควิดไม่ได้เกิดจากแล็บ
และเป็นทฤษฎีสมคบคิด

บันทึกของรัฐสภาสหรัฐฯ จากการสอบสวนชัดเจนว่า
มีการพยายามล้มล้างและป้ายสี ว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด
โดยบทความที่ตีพิมพ์นั้นถือเป็นภารกิจสำคัญและ
Kristen Andersen Scripps research
ถึงกับเขียนไปหาวารสารเนเจอร์ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020
ให้แสดงสิ่งรอบด้าน ที่น่าจะเป็นกำเนิดโควิดที่แท้จริง
แต่อย่างไรก็ตามกลับได้พูดในสาธารณะ
ว่าโควิดนั้นมาจากตัวนิ่ม หรือ
ลิ่นpangolin และมาจากธรรมชาติแน่

จากการสอบสวนของรัฐสภาฯ พบว่า การกล่าวอ้างโควิด
มาจากตัวนิ่มหรือตัวลิ่นนั้นAndersen เองก็ไม่ได้
เชื่อหลักฐานจาก pangolin ว่าจะสามารถล้มล้าง
การหลุดออกมาจากแล็บได้ และตัว Lipkin เอง
ในขณะที่ร่างบทความในเนเจอร์นั้นได้ให้ความเห็นและเหตุผลว่า
โควิดนั้นยังสามารถมาจากสถาบันอู่ฮั่นได้
จากการที่สถาบันมี การศึกษาไวรัสโคโรนา
จากค้างคาวมาอย่างยาวนาน
รวมทั้งการเกิดในมนุษย์รายแรก
ทำให้ไม่สามารถตัดการเกิดจากแล็บได้

ดร Holmes เห็นด้วยกับ Lipkin และ ติดต่อกับ Farrar
โดยพูดว่าโควิดแม้จะใกล้เคียงกับซาร์ส
แต่มีลักษณะแปลกออกไปเหมือนกับมีการปรับแต่ง
เพื่อให้เข้ามามนุษย์และแพร่กระจายออกไป
ทั้งนี้ด้วยหลักฐานทางระบาดวิทยาที่น่ากังวล

Lipkin อีเมล หา Farrah และขอบคุณที่จัดการเรื่อง
บทความพร้อมกับบอกว่า มีข่าวลือในประเทศจีนเองว่า
มีการสร้างโควิดเป็นอาวุธชีวภาพ Farrah ตอบว่า
ทราบแล้วรวมทั้งมีข่าวในสหรัฐเองด้วย

ดังนั้นต้องรีบปล่อยบทความนี้ไปให้เร็วที่สุด
และจะเป็นคนกดดันวารสาร เนเจอร์เอง

รวมทั้งแก้ไขคำพูดในบทความ ให้รุนแรงขึ้นว่า
ไม่มีทางที่โควิดจะเกิดขึ้นจากการปรับแต่งทางแล็บ
โดยตัวAndersen เอง ได้ตอบว่า “ชัวร์” (sure)

Kristen Andersen และ Robert Garry
จาก รร แพทย์ Tulane ในเวลาต่อมา
ถูกหมายเรียกและสาบาน คำให้การต่อ
รัฐสภาสหรัฐในเดือนกรกฎาคม 2023
และมีการลำดับไทม์ไลน์ของบทความ Proximal origin
รวมทั้งเปิดเผยความเชื่อมโยงของการให้ทุนจากสหรัฐ

Paul A Gosar กรรมาธิการใน Natural resources และ
ในการ กำกับดูแล และหาคนรับผิดชอบ (oversight and accountability)
ได้มีบันทึกถึงกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพนตากอน
ในวันที่ 4 ธันวาคม 2023 ถึงเรื่องการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ
ยังคงให้ทุนกับ EcoHealth alliance ต่อ
และการที่มีความสำเร็จในการแปรญัตติ ที่จะยุติ สอง ทุน
ในปีงบประมาณ 2024 ของ NIH ที่ให้ต่อ EHA หรือ
EcoHealth alliance ในการหาไวรัสโคโรนาและทำการสร้างไวรัสใหม่

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
ยังคงให้ทุนองค์กรนี้อย่างต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่
หลายกระแส ชี้ไปในทางการเกิดโควิดจากการ
สร้างไวรัสใหม่ของสถาบันไวรัสอู่ฮั่น
และแม้แต่ผู้ตรวจการ ยังได้มีบันทึกแสดงให้เห็นถึง
ความประพฤติที่ผิดพลาดขององค์กรนี้
ในการใช้ทุนจาก NIH ที่ส่งไป สถาบันไวรัสอู่ฮั่น

Gosar ให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐแจงข้อมูลเกี่ยวกับ
การให้ทุนต่อ EHA จำนวนเงินทั้งหมดที่ให้โครงการ
และที่ยังมีการให้ทุนอย่างต่อเนื่อง
การให้ทุนการวิจัยในเรื่องการต่อต้านอาวุธที่มีการทำลายล้างสูง
ให้รายงานผู้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรนี้โดยให้ชื่อทั้งหมด
รายละเอียดของการทำงานไม่ว่าจะเป็นทุนโดยตรง
หรือเป็นทุนที่แยกย่อยออกไป ให้รายงานทุน
ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐให้ผ่าน EHA ไปยังต่างประเทศ
ให้รายงาน ว่ายังมีโครงการใดอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับ
การสร้างไวรัสใหม่ที่ยังดำเนินอยู่และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
ยังคงที่จะทำการศึกษาการสร้างไวรัสใหม่ที่ร้ายแรงขึ้นอีกหรือไม่

Gosar นอกจากส่งบันทึกให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐแล้ว
ยังส่งให้ NIH สถาบันวิทยาศาสตร์ของสหรัฐและ USAID และ
กล่าวว่า EHA ไม่สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนใดๆทั้งสิ้น
 หลังจากเหตุการณ์โควิด ที่เกิดขึ้นที่อู่ฮั่นและคำสัญญา
ในการรับทุนว่าจะทำการคาดคะเนและป้องกัน
โรคระบาดแต่อาจจะเป็นคนที่ก่อขึ้นมาเองด้วยซ้ำ

โควิดความจริงที่ถูกเปิดเผย (ตอนที่ 3)

ในประเทศไทยเองนั้นใน
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2023 กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์
ซึ่งประกอบไปด้วยประชาชนและแพทย์
ได้ยื่นหนังสือต่อคณบดีคณะแพทยศาสตร์จุฬา
และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ให้พิจารณาว่า
การร่วมมือกับ EHA เป็นสิ่งที่สมควรกระทำหรือไม่
และอาจทำให้ตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด
ข้อหาอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

ทั้งนี้ ยังได้มีบันทึกก่อนหน้า
ถึงคณบดี ในวันที่ 17 ตุลาคม 2023
เวลา 13.44 น. เลขรับที่ 14113 / 2566

และในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2023
ทางกลุ่มได้แสดงความขอบคุณ
นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ที่แสดงจุดยืนในเรื่องนี้

สภาคองเกรสสหรัฐ ผ่านการแปรญัตติ
พิจารณางดการให้ทุนแก่ NIH ในการสร้างไวรัสใหม่ที่อันตราย
รายละเอียดสามารถดูได้จากวิดีโอรายงานเรื่องนี้

Fauci ได้ถูกหมาย ที่ต้อง ให้การต่อคองเกรส สหรัฐ
ในวันที่ 7 และ 8 มกราคม 2024 วันละ 7 ชั่วโมง
เกี่ยวกับการระบาดโควิด และตามด้วยประชาพิจารณ์
โดยมีข้อสำคัญ เรื่องการวางแผนโกหกปกปิด
ที่มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 รวมทั้งโดนเปิดโปง
ความเชื่อมโยงการให้ทุนกับอู่ฮั่น
และการถูกห้ามไม่ให้ทำการสร้างไวรัสใหม่
แต่ยังคงทำต่อตั้งแต่ 2018 จนถึงปัจจุบัน

การประชุมขององค์การอนามัยโลกเจนีวา ที่
นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้รับเชิญเข้าประชุม
ในคณะทำงาน STAG (strategic and technology advisory group)
วันที่ 23 ถึง 24 พฤศจิกายน 2023 เรื่อง
การวางแผนรับมือโรคอุบัติใหม่
แต่ทั้งนี้ยังรวมถึงกระบวนการเซ็นเซอร์ทั้งโลก
ทั้งนี้ไม่สามารถให้รายละเอียดได้
เนื่องจากสัญญาของการไม่เผยแพร่

ข้อมูลและหลักฐานการเก็บไวรัสใหม่จากค้างคาวและสัตว์ป่า
ของศูนย์วิทยาศาสตร์ รวมทั้งการที่ไม่ได้ประโยชน์
จากการหาไวรัสใหม่และความเสี่ยงอย่างสูง
ที่จะมีการติดเชื้อในการปฏิบัติการ
ได้มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ใน
วันที่ 10 เมษายน 2023 และแสดงเหตุผล
ของการยุติความร่วมมือกับสถาบันองค์กร
ของสหรัฐ ทั้งหมดและ EHA และหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์
ใช้เวลา 6 เดือนในการตรวจสอบเอกสาร หลักฐานก่อนตีพิมพ์

ก่อนหน้าที่จะทำการตีพิมพ์ David Willman นักข่าว
ที่ได้รับรางวัลพูลิเซอร์ ที่สัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจาก
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมทั้งข้อมูลเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบจาก
คณะบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ แล้ว
ได้สอบถามรองคณบดีฝ่ายวิจัยของคณะแพทย์ศาสตร์จุฬา
ถึงความเห็นในการสืบเสาะหาไวรัสในค้างคาว
โดยที่การศึกษาดังกล่าวถือว่าเป็นการวิจัยที่มีความเสี่ยงสูง

บทความในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์
สามารถอ่านบทความได้
“Pandemic risk” research with exotic viruses risks a deadly outbreak, scientists warn
โดยที่บทความนี้ ตั้งใจให้ข้อมูลโดยแสดง
ให้เห็นถึงอันตรายร้ายแรงที่สามารถเกิดขึ้นได้
ถ้ายังคงปฏิบัติการศึกษาวิจัยแบบนี้อีก

บทความฉบับนี้ยังแสดงหลักฐานการตัดต่อพันธุกรรม
สร้างไวรัสใหม่ที่ร้ายแรงเป็นความร่วมมือของ Daszak Baric
และ Shiตั้งแต่ปี 2003 และยังมีโครงการที่เรียกว่า EID search
หรือ south east Asian research hub อยู่ภายใต้โครงการ
ที่ครอบคลุมทั้งโลกจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐผ่าน NIH USAID 2018
และทุนเริ่มต้นในปี 2020 และบันทึกโครงการนี้
มีการพิสูจน์แล้วว่า สามารถทำให้ไวรัสที่มีอยู่
เข้ามายังมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นและก่อโรคได้มากขึ้น
ทั้งนี้จากตัวอย่างไวรัสจากค้างคาวที่เก็บไว้และที่เก็บไว้ใหม่ทั้งจาก
ไทย เวียดนาม บอร์เนียว ซาราวัค
และแสดงเอกสารที่ยืนยันว่า
สามารถสร้างไวรัสใหม่ที่ควบรวม ไวรัสโคโรนา
สองชนิดและก่อโรคในหนู โดยที่ไม่มียารักษา

ทุนต่างๆ ที่ สหรัฐให้นี้ ผ่านมายังทุกทวีป
รวมกระทั่งถึง ทวีปเอเชียและมีไทยร่วมด้วย

ประเทศในเอเชีย ที่ได้รับทุน และมีการปฏิบัติการหาไวรัสใหม่
จากค้างคาวและสัตว์ป่า มีทั้งไทย
เมียนมาร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย
บังคลาเทศและอีกหลายประเทศ

อันตรายที่จะมีการติดเชื้อ มีทุกขั้นตอน ตั้งแต่
การลงพื้นที่ ในบริเวณวัด ในถ้ำ ในป่า
ในขณะเก็บตัวอย่าง

รวมกระทั่งถึง การขนย้ายตัวอย่าง
และในการปฏิบัติในห้องแล็บ
รวมกระทั่งถึงถ้ามีการหลุดรั่ว
ของตัวอย่างไวรัสจากตู้เย็น

ทั้งนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ได้ศึกษาไวรัสในค้างคาวไทย
ตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2011 ว่ามีไวรัสพิษสุนัขบ้า
และมีไวรัสนิป้าห์ หรือไม่ ในค้างคาวไทย
โดยได้ทุนภายในประเทศจาก สกว. และ สวทช.
โดยได้รับคำแนะนำในการเก็บตัวอย่างและ
การการศึกษาจาก US CDC และทางศูนย์ทำงานร่วมกับ
สถานเสาวภา สภากาชาดไทย และกรมป่าไม้ สัตว์ป่า

ผลการศึกษาพบว่าค้างคาวไทยเป็นค้างคาวโลกเก่า
มีไวรัส “คล้าย” ไวรัสพิษสุนัขบ้าและอันตราย
และไม่มีวัคซีนตัวใดในโลกป้องกันได้

ไวรัสนิปาห์ ก่อให้เกิดโรคระบาดในมาเลเซียในปี 1998 ถึง 1999
จากค้างคาวมายังหมู มีผู้ติดเชื้อ 265 รายและเสียชีวิต 110 ราย
และมีการทำลายหมู 1.2 ล้านตัว และมีความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 220 ล้านเหรียญ
นอกจากนั้น ยังมีการระบาดที่สิงคโปร์และจนกระทั่งถึง
อินเดียและบังคลาเทศมาจนถึงปัจจุบัน
โดยที่การประชุมที่อินเดียในปลายปี 2023 นี้
ได้เน้นถึงการป้องกันการติดเชื้อและแพร่ระบาด
โดยให้แหล่งของค้างคาวนั้นเป็นแหล่ง
ห้ามรุกราน ecological protection zone

การระบาดที่มาเลเซียนั้น ทำให้เกิดมีสมองอักเสบ
ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบที่หายแล้วปะทุขึ้นมาใหม่
หรือเป็นแบบที่เมื่อได้รับเชื้อแล้วไม่แสดงอาการ
แต่มีสมองอักเสบภายหลังเกือบเป็นเวลาสองปี

การระบาดในบังคลาเทศนั้น ต่างจากในมาเลเซียโดย
ที่มีการติดต่อจากคนสู่คนและมีปอดบวม
และมีการแพร่กระจายได้หลายทอด

ในประเทศไทยนั้น ค้างคาวไทยสามารถแพร่ไวรัสได้
โดยเป็นสายพันธุ์ทั้งมาเลเซียและบังกลาเทศ

ในประเทศฟิลิปปินส์ คน ฆ่าและชำแหละเนื้อม้า
มีการติดโรคเช่นกันในลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่
และเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากค้างคาว

ไวรัสนิปาห์นี้ เป็นไวรัสที่อยู่ในรายการด้วย
ที่ EHA ต้องการ และเพื่อ
ไปสร้างไวรัสใหม่ให้รุนแรงขึ้นอีก

ตั้งแต่ปี 2011 จนกระทั่งถึงปี 2020
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพและศูนย์ความร่วมมือ
องค์การอนามัยโลกได้รับทุนจากสหรัฐโดยผ่านกระทรวงกลาโหม
และองค์กรต่างๆโดยมีจุดประสงค์แตกต่างออกไปจากที่เคยทำเดิม
ทั้งนี้ก็คือ การหาไวรัสจากค้างคาวและสัตว์ป่า
ที่เป็นตัวไม่มีชื่อ หรือ novel virus และทำการถอดรหัส
เพื่อที่จะได้คาดคะเนว่าตัวใดจะก่อให้เกิดโรคระบาด

ก่อนที่จะเกิดระบาดโควิดในช่วง 2012 ถึง 2018 นั้น
ศูนย์ได้ทำการวิเคราะห์และพิจารณาว่า การหาไวรัสใหม่ดังกล่าว
น่าจะไม่ได้ช่วยในการคาดคะเนว่าตัวใดจะเกิดโรคระบาด
แม้ว่าทุนที่ได้รับนั้นจะมีขนาดใหญ่
แต่ไม่มีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีชัดเจน
และยังมีการให้ทดสอบว่าเครื่องมือในการวินิจฉัยไวรัส
ในเวลา 1 ถึง 2 ชั่วโมง สามารถใช้ประโยชน์ได้หรือไม่
(point of need diagnostic) โดยมีการลงในพื้นที่ต่างๆ
แต่ในที่สุดหลังจากที่ เราแสดงให้เห็นว่าใช้ได้
กระทรวงกลาโหมสหรัฐ มีการขายสิทธิบัตรไปให้
บริษัท เมอริเออร์ และปัจจุบัน มีการขายเครื่องใช้งาน
ในโรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทย

จากเหตุผลดังกล่าวศูนย์ยุติความร่วมมือทั้งหมด
เนื่องจากไม่ได้ประโยชน์และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
และนอกจากนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ ในปี 2019
ก่อนการระบาดโควิด ศูนย์ได้รับการทาบทามจาก EcoHealth alliance
ให้รับผิดชอบ ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ ให้มีการส่งไวรัส ทั้งที่เก็บไว้ และที่จะเก็บใหม่
ไปยังต่างประเทศ ที่อู่ฮั่น สิงคโปร์และสหรัฐ
ทั้งนี้ เพื่อมีการสร้างไวรัสใหม่ที่รุนแรงขึ้น
ทั้งนี้เจาะจงไวรัสในตระกูล
โคโรนา นิปาห์ และ ไวรัสในตระกูลอีโบลา

ทั้งนี้ในเวลาที่ที่ผ่านมานั้นศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ
มีการถอดรหัสพันธุกรรมในห้องแล็บ
แต่ไม่มีการเพิ่มจำนวนไวรัสอย่างเด็ดขาด
และไม่มีการส่งออกนอกประเทศ

ทุนที่ได้รับจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐในช่วงปี 2011 ถึง 2012 นั้น
ชื่อโครงการ Prophecy หลังจากนั้นได้ผ่านมาทาง USAID
ผ่าน EHA ในโครงการชื่อ PREDICT I และ II
ระหว่างปี 2012 ถึง 2016 และ 2016 ถึง 2020
ในโครงการแรกนั้น เฉพาะเจาะจงที่ค้างคาว
โครงการที่สองนั้น มีการควบรวมในการหาเชื้อ
จากคนป่วยที่โรงพยาบาลจังหวัดเลย
เป็นจำนวน 100 ราย ด้วยวิธีที่ได้จาก USAID
ในการหาไวรัสทั้งครอบครัวแต่
ไม่ประสบผลสำเร็จว่าดีกว่าวิธีการธรรมดา

กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ยังได้ให้ทุน
โดยการผ่านสำนักย่อยต่างๆ จนกระทั่งถึงปี 2020
และมีการเก็บตัวอย่าง จากคนป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
เป็นจำนวน 200 ราย โดยการใช้ พีซีอาร์ต่อเชื้อ 37 ชนิด
ที่ชลบุรีและราชบุรีที่ มีแหล่งค้างคาวอยู่
แต่ไม่เจอสาเหตุ นอกเหนือจากที่เป็นไวรัสที่ทราบอยู่แล้ว

โครงการที่ได้รับทุนหลังจาก Prophecy มีจำนวน 7 โครงการ
แต่โครงการในการหาไวรัสจากค้างคาวและสัตว์ป่าจบสิ้น
ในกลางปี 2020 คือวันที่ 14 มิถุนายน 2020
และรายงานการวิจัยในวันที่ 8 กันยายน 2020
และทางศูนย์ไม่ได้รับผิดชอบงานต่างๆ ทั้งสิ้น
หลังจากกลางปี 2020 ไปแล้ว

โครงการยังมีการทำต่อในประเทศไทย
ที่ไม่ใช่จากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ
แต่เป็นภายใต้หน่วยงาน CREID (Center for research emerging infectious diseases)
ของ EcoHealth alliance ที่เคยทาบทามศูนย์ของเรา
ให้ส่งไวรัสจากค้างคาวไปยังต่างประเทศ
เพื่อไปสร้างไวรัสใหม่ที่รุนแรงขึ้น

โควิดความจริงที่ถูกเปิดเผย (ตอนที่ 4)


ศาสตราจารย์ Jeffrey Sachs ประธานแลนเซทคอมมิชชั่น
ได้ตีพิมพ์บทความในวารสารแลนเซท ในวันที่ 8 ตุลาคม 2022
และได้เปิดโปงการโกหกหลอกลวงตั้งแต่ปี 2020
จนกระทั่งถึงปี 2021 และมีการจับได้และพร้อมกันนั้น
มีรายงานจากรัฐสภาสหรัฐฉบับเบื้องต้นในเดือนตุลาคม 2022
เปิดเผยหลักฐานถึงการตัดต่อพันธุกรรม
สร้างไวรัสใหม่ตั้งแต่หลังเกิดโรคซาร์ส ในปี 2003

Sachs ยังได้เปิดเผยการปกปิดข้อมูลและ
การสร้างไวรัสใหม่ที่ยังคงทำต่อ
ถึงปัจจุบันในหลายประเทศทั่วโลก

Sachs เป็น คนที่มีชื่อเสียงและไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องโดย
มีบทบาทสำคัญด้วยในการสร้างเสถียรภาพของโลก
โดยกล่าวในที่ประชุมสหประชาชาติในสภาความมั่นคง
ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2023
ในเรื่องที่ต้องยุติสงครามหยุดส่งอาวุธและเงิน

Sachs ได้เปิดเผยใน YouTube ในปี 2022
เรื่องการโกหก ปกปิด ปิดบัง และในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2023
ได้ตอกย้ำเรื่องการศึกษาวิจัยสร้างใหม่ถือ
เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

สรุปโดยสังเขป การปกปิดข้อมูลตั้งแต่ต้น
และไม่มีหลักฐานชัดเจนใดๆ สนับสนุนการกำเนิดจากธรรมชาติ
และเป็นความร่วมมือของสหรัฐฯ กับสถาบันไวรัสอู่ฮั่น
โดยได้ทุนจากสหรัฐเอง และการสนับสนุนการศึกษาเหล่านี้
ยังให้กับหลายประเทศทั่วโลกรายงานที่สนับสนุนว่า
ไวรัสมาจากการตกแต่งพันธุกรรม
มีรายงานในวารสาร ทางวิทยาศาสตร์ในปี 2022
รวมทั้งการจดสิทธิบัตรของสหรัฐเอง
ในตำแหน่งที่ตัดต่อเข้าไปในโควิดเพื่อให้รุนแรงขึ้น

โควิดเกิดจากห้องแล็บจากข้อมูลการสืบสวน
ของกรรมการรัฐสภาสหรัฐและได้ข้อมูลชัดเจนชัดเจน
จากการที่มีกฎหมายความโปร่งใส
โดยประเด็นแรกก็คือ
คนป่วยไม่ได้ไปที่ตลาดสด แต่เกิดอยู่ใกล้กับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น
ตั้งแต่ตุลาคม 2019 และ ไม่พบสัตว์ตัวกลางใดๆ
ตามหลักวิวัฒนาการของไวรัสอุบัติใหม่
และค้างคาวมงกุฎที่ระบุว่า เป็นตัวการของโควิดนั้น
พบว่าเป็นไวรัสใกล้โควิด แต่ไม่ใช่โควิดและไม่เข้าคน
นอกจากนั้น ถ้า เกิดจากธรรมชาติจริงต้อง
มีการผ่านสัตว์ตัวกลาง รวมทั้ง ต้องเป็นบริเวณที่กว้างขวาง
ก่อนที่กลายเป็นโรคระบาดในคน
และต้องพบในระยะเวลาต่างๆ ดังตัวอย่างเช่น
ไข้หวัดนก หรือโรคเมอร์ส หรือ ซาร์สก็ตาม

โควิดระยะแรกเริ่มนั้นเกิดในเวลาเดียวกัน ที่เดียวกัน
ในพื้นที่เล็กๆก่อน ตั้งแต่ต้นโดยเป็นตัวที่มีความสมบูรณ์เต็มที่
ในการแพร่จากคนสู่คนและ ไวรัสโควิดตัวตั้งต้นนั้น
มีความหลากหลายของรหัสพันธุกรรมน้อยมาก
เพียงสองนิวคลีโอไทด์จาก 29,900 ตัว

นอกจากนั้นไม่พบโควิดในพื้นที่ตลาดสดและดังที่ได้กล่าวแล้ว
ไม่พบในสัตว์ชนิดต่างๆ ใน 80,000 ตัวอย่าง

ยิ่งไปกว่านั้นในปี 2018 สถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่นกับ EHA
ได้มีการพยายามหาไวรัสโคโรนาที่คล้าย SARS และมี
ตำแหน่ง furin cleavage site ตามธรรมชาติ
แต่ไม่พบและนำไปสู่ความตั้งใจที่จะสร้างไวรัสใหม่ขึ้น

ตั้งแต่ปี 2015 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่อู่ฮั่น
ได้ทำการใส่รหัสพันธุกรรมที่สังเคราะห์ขึ้น
เข้าไปในไวรัสกลุ่มอัลฟ่าโคโรนา (คนละกลุ่มกับโควิด )
และในปี 2019 นักวิจัยในประเทศจีนทำการใส่ furin cleavage site
ที่เป็นกรดอะมิโนสี่ตัวเข้าไปในไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคในไก่
และประเมินว่าเข้ามนุษย์ได้เพียงใด โดย
ในการสัมภาษณ์ในวารสาร Science ของสหรัฐ
ดร. Shi ได้ประกาศถึงความสำเร็จ
ในการใช้ไวรัสที่ตกแต่งพันธุกรรมทำให้ติดเชื้อ
และก่อโรครุนแรงแก่หนูและตัวชะมดที่ปรับแต่งให้คล้ายมนุษย์

ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2018 จนกระทั่งถึงปี 2019
มีรายงานระบุถึงความบกพร่อง
ในระบบการรักษาความปลอดภัยที่สถาบันไวรัสอู่ฮั่น
และมีการประกาศจากรัฐบาลจีนให้มีความเข้มงวดตามมาตรฐาน

ทั้งนี้มีรายงานเกี่ยวกับการควบคุมอากาศ
ไม่ให้มีการรั่วไหลของไวรัส ในห้องชีวะนิรภัยระดับสี่ใน
วันที่ 24 เมษายนวันที่ 14 สิงหาคม
วันที่ 16 กันยายนวันที่ 19 พฤศจิกายนและ
วันที่ 11 ธันวาคมทั้งหมดในปี 2562
และวันที่ 13 พฤศจิกายนในปี 2563

ในรายงานนั้นมี แผนที่แสดงการเกิดผู้ติดเชื้อครั้งแรก
อยู่ใกล้กับสถาบันไวรัสอู่ฮั่น
แทนที่จะเป็นตลาดสด

เมื่อเทียบกับจุดระบาดของซาร์ส ในปี 2002 และ 2003 นั้น
พบว่ามีการกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่หลายแห่ง หลายเมือง
การสำรวจไวรัสจากค้างคาวมงกุฎ ที่ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของโควิด
ก็ไม่พบโควิดและค้างคาวที่มีไวรัสคล้ายโควิดนั้น
พบในพื้นที่ห่างไกลจากอู่ฮั่นเป็นรัอยเป็นพันกิโลเมตร
โดยพบที่ มณฑลยูนนานในจีนตอนใต้ และประเทศลาว

ในรายงานแสดงพื้นที่ ที่พบไวรัสที่คล้ายโควิด
แต่ไม่ใช่โควิด และแสดงถึงวิวัฒนาการ
ที่จะกลายเป็นโควิดนั้นต้องใช้เวลาหลาย 100 ปี

การสืบสวนของรัฐสภาสหรัฐ ในเรื่องของการปิดบังข้อมูล
ยังมีในสรุปวันที่ 5 มีนาคม 2023

และนอกจากนั้น ในขณะเดียวกัน ยังมีการพบหลักฐาน
รายงานในวารสารวิทยาศาสตร์มากมาย ในระยะต่อมา
หลังจากที่มีการระบาดของโควิด และมีการใช้วัคซีน
โดยพบว่า วัคซีนโควิด mRNA หลังจากฉีดไปแล้ว
ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งที่ฉีดอย่างเดียว ดังที่มีการยืนยันจากบริษัทวัคซีน
แต่สามารถแพร่ไปในเลือด และ อยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน
และสามารถเข้าเซลล์ของทุกอวัยวะในร่างกายและผลิตโปรตีนออกมา
รวมทั้งผลตามที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งในระยะเฉียบพลันและในระยะยาว

บทความทางวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงลำดับ
ของอาร์เอ็นเอ 19 ตัวที่ครอบคลุม furin cleavage site ของ ไวรัสโควิด
และมีความเหมือน 100% กับรหัสของมนุษย์
ในส่วน MSH3 mRNA (DNA mismatch excision repair)
รายงานฉบับนี้ ตีพิมพ์ จากนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ
หลายสถาบัน สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี อินเดีย
และระบุสิทธิบัตรที่ได้จดไว้แล้วก่อนหน้าเกิดโควิดด้วยซ้ำ

ในรายงานมีรูปแสดงถึงลำดับสารพันธุกรรมที่
ปรากฏในโควิด 12 นิวเคลียร์โอไทด์ ที่ทำให้เข้ามนุษย์ได้
และเท่ากับกรดอะมิโนหรือส่วนย่อยของโปรตีนสี่ตัว
สิทธิบัตรของลำดับพันธุกรรมนี้จดทะเบียน
ระบุ sequence 11652 ในรหัส US 9587003
ลำดับพันธุกรรมเป็นยีนส์ของมนุษย์ MSH 3

มีหนังสือที่เปิดโปงกำเนิดของโควิดโดย Andrew Huff
ที่เคยอยู่ในตำแหน่งของรองประธานองค์กร EHA
และเป็นนักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์กรและหนังสือ
โดยวุฒิสมาชิก Rand Paul เรื่อง deception
เผยแพร่ในวันที่ 10 ตุลาคม 2023 โดย Rand
เป็นแพทย์ และ ผู้เชี่ยวชาญทางจักษุจาก Baylor และ Duke

หลักฐานของการสร้างไวรัส สามารถชมได้ทาง
YouTube ทั้งจาก Rand Paul และ Jeffrey Sachs

เมื่อกลับมาถึงการสร้างไวรัสใหม่ ก่อนหน้าเกิดระบาดโควิด
มีผู้สัมภาษณ์ Daszak ว่า ในเมื่อไวรัสใหม่ที่สร้างขึ้นนี้
รักษาไม่ได้ ฉีดวัคซีนป้องกันก็ไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรต่อ
โดย Daszak ได้ตอบว่า ไม่ต้องกังวลทุกอย่างควบคุมได้ไม่ยาก
และงานวิจัยมีคุณค่าที่จะลงลึก ถึงการสร้างวัคซีนในอนาคต
และนี่คือที่มาของตำแหน่งที่ใส่เข้าไปอยู่ในส่วนต่อของ S1 และ 2
ของไวรัส furin cleavage site

หลังโควิดระบาด ทั้ง Daszak และ Shi ปฏิเสธว่า
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ได้เกิดจากห้อง lab ทั้งนี้
โดยกล่าวยืนยันว่า การวิจัยสร้างไวรัสใหม่นี้
มีจุดมุ่งหมายเพื่อรับมือกับโรคติดเชื้อใหม่ๆ
ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างวัคซีนและยาล่วงหน้า

รายงานในวารสาร International Journal of infectious disease
ในวันที่ 13 มีนาคม 2023 จากการตรวจ คนงานและคนคุมช้างลากซุง
ที่ประเทศเมียนมาร์จำนวน 693 คนระหว่างเดือนกรกฎาคม 2017
จนกระทั่งถึงกุมภาพันธ์ 2020 พบว่า 12.1% มีหลักฐานการติดเชื้อด้วย
ไวรัสคล้ายโควิดแต่ไม่ใช่โควิด คือ ไวรัสจากค้างคาว RaTG13
ที่ไม่ก่อโรคและไม่มีการติดเชื้อผ่านคนสู่คน

อย่างไรก็ตาม RaTG13 ทำให้คนงานในเหมืองทองแดง
ที่เก็บขี้ค้างคาวที่ เมืองตงกวน
(ที่มาของ ตัวย่อ TG ส่วน Ra มาจากชนิดของค้างคาว และ 13 มาจากปี 2013)
ตายจากปอดบวม แสดงว่า การอยู่ในที่อับในเหมือง
ในถ้ำ ที่มีปริมาณไวรัสสูง ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้

โควิดความจริงที่ถูกเปิดเผย (ตอนที่ 5)

รายงานฉบับเต็มของรัฐสภาสหรัฐมีความยาว 301 หน้า
ออกในเดือนมกราคม 2023 และเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป
ในเดือนเมษายน 2023 ทั้งนี้มีหลักฐานยืนยัน
ประกอบไม่น้อยกว่า 1570 รายการ

รายงานฉบับนี้ มีความสมบูรณ์และเป็นหลักฐาน
ทำให้มีการเรียกสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ
ในรัฐสภาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

กลับมาถึงประเด็นสำคัญที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ของเรา
ยุติการทำงานและการรับทุนจากสหรัฐ
เกิดขึ้นเมื่อมีการประชุมผ่านซูมกับ Daszak EHA
ในวันที่ 6 มิถุนายน 2019 ทั้งนี้องค์กร
มีการเสนอขอรับทุนจาก NIH และต้องการ
ให้ศูนย์วิทยาศาสตร์รับผิดชอบ
ตั้งศูนย์ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่เรียกว่า CREID ทั้งนี้ โดยจากการติดต่อครั้งต่อมา
ในวันที่ 18 สิงหาคม และวันที่ 16 ตุลาคม 2020 นั้น
มีสิงคโปร์และสถาบันไวรัสอู่ฮั่นร่วมอยู่ด้วย

เอกสารรายละเอียดของโครงการได้ระบุชัดเจนว่า
จะมีการนำตัวอย่างส่งไปต่างประเทศ เพื่อทำการพัฒนา
ทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง
ในการตัดต่อพันธุกรรม เพื่อให้เข้ามนุษย์และสัตว์
ที่ปรับเปลี่ยนคล้ายมนุษย์ให้ได้ดียิ่งขึ้น
โดยเจาะจงไวรัสที่เกิดโรคระบาด ใ
นตระกูลโคโรนา อีโบลา และ นิปาห์

การทาบทามดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดโควิด
จนกระทั่งถึงหลังระบาดแล้วใหม่ๆ
และเป็นเหตุผลสำคัญที่เราไม่ร่วมมือด้วย

หลักฐานที่สำคัญจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพคือ
การพบกล่องตัวอย่างไวรัส ที่เตรียมนำส่งไปยังสิงคโปร์
โดยคนไทยคนหนึ่ง

นอกจากนั้นทางศูนย์ ไม่รับข้อเสนอของสิงคโปร์
ที่จะให้นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์ไปทำปริญญาเอกต่อ
โดยนำไวรัสโคโรนา จากค้างคาว ไปด้วยเพื่อไปศึกษา
ตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้เข้ามนุษย์ได้ดีขึ้น

และโครงการนี้ไม่ได้ให้ความสนใจในการวินิจฉัยหาโรคในมนุษย์
และไม่มีการยืนยันว่าจะมีการถ่ายทอดความรู้และ
เทคโนโลยีจากการประชุมในวันที่ 19 สิงหาคม 2020

ในเดือนเมษายน 2022 ทางศูนย์ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง
กระทรวงกลาโหมสหรัฐและจาก Los Alamos ถึงท่าทีในการจะทำงานสัตว์ป่า
ต่อหรือไม่ซึ่งเราได้ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ร่วมด้วยและถือว่า
โรคในคนเป็นจุดสำคัญที่สุดซึ่งจะช่วยชีวิตมนุษย์ได้
และการได้รับการวินิจฉัยโดยเร็วที่สุดนั้น สามารถบอกได้ว่า
มีโรคอุบัติใหม่เข้ามาในมนุษย์หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การควบคุมการระบาด
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับคำอธิบายดังกล่าว
เราได้แสดงว่า ระยะเวลาเป็น 10 ปีในการรวบรวมไวรัส
จากค้างคาวและสัตว์ป่า ไม่ได้นำมาถึงการคาดคะเน
หรือการพยากรณ์ว่าตัวใดจะทำให้เกิดโรคระบาด

ศูนย์ได้ประกาศแจ้งชัดในจุดยืนต่อองค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด
รวมทั้งแสดงจุดยืนใน GOARN survey
(global outbreak alert and response work)
ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2021ซึ่งเป็นเครือข่ายร่วม
ระหว่างองค์การอนามัยโลก และองค์กรอื่นๆ
ถึงจุดยืนที่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนความคิดและการปฏิบัติ
ในการรับมือโรคอุบัติใหม่ และ ต้องยุติ
การหาไวรัสจากสัตว์ป่าและค้างคาว
ซึ่งไม่คุ้มค่าและอาจเกิดอันตรายอย่างสูง

รวมทั้งการประชุมผ่าน ซูม ขององค์การอนามัยโลกเจนีวา
ในวันที่ 8 ธันวาคม 2021 รวมทั้ง การประชุมร่วมขององค์การอนามัยโลก
และองค์การอนามัยสัตว์โลก ที่กรุงปารีสใน
เดือนธันวาคม 2022 ซึ่ง นายแพทย์ธีระวัฒน์
ได้รับเชิญให้ไปบรรยาย

จากนั้น ได้แสดงจุดยืน ในการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ที่ได้รับเชิญจากเลขาธิการสภาความมั่นคง ในเดือนมีนาคม 2023
รวมทั้งการบรรยายในการประชุมที่จัดโดยกรมควบคุมโรค
ในวันที่ 23 มีนาคม 2023 และย้ำถึงอันตราย
จากการเสาะหาค้างคาวและไวรัสต่างๆ

การที่ต้องปรับเปลี่ยน กระบวนการวิธีการ ในโรคอุบัติใหม่นั้น
มีความจำเป็นมากทั้งนี้ 50 ถึง 80% ของโรคติดเชื้อในมนุษย์นั้น
โดยเฉพาะโรคสมองอักเสบ ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้

ดังนั้น ต้องใช้งบประมาณ ทุ่มเทในเรื่องของการวินิจฉัยโรค
ในคนป่วยเป็นสำคัญ และถ้าสามารถวินิจฉัยเชื้อในคนที่ติดโรคได้
จะสามารถบอกได้ว่าเป็นเชื้อใหม่ที่เป็นโรคอุบัติใหม่
ได้เลยโดยที่สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างทันท่วงที

ในส่วนของตัวอย่างไวรัสจากค้างคาวและสัตว์ป่า
ที่เก็บตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2011 โดยได้รับทุนจากในประเทศ
และตั้งแต่ 2012 จากองค์กรต่างประเทศ
จนกระทั่งถึงที่ศูนย์ยุติโครงการทั้งหมดนั้น
อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ทั้งสิ้น

ทั้งนี้โดยทุนผ่านทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และจากต่างประเทศผ่านมหาวิทยาลัยและจัดการผ่านศูนย์วิทยบริการ
โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ
คือศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพและโรคอุบัติใหม่
และศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก
ทางด้านค้นคว้าและอบรมโรคไวรัสสัตว์สู่คน

โครงการสุดท้ายที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ
รับผิดชอบโดยโครงการจบสิ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2020
และมีการรายงานในวันที่ 8 กันยายน 2020

โครงการจัดตั้งศูนย์ภาคพื้นตะวันออกเฉียงใต้CREID Daszak
ได้ประกาศในเว็บ ทั้งนี้ สืบค้นในเดือนธันวาคม 2022
ถึงหัวหน้าโครงการและผู้ร่วม โดยมีการระบุชื่อ
นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ทั้งนี้ ได้รับการสอบถาม
จากทางหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ว่ายังร่วม อยู่อีกหรือ?

และได้ตอบไปด้วยความตกใจว่า ยุติไปตั้งนานแล้ว

ทั้งนี้หน่วยงานอิสระของรัฐบาลสหรัฐ GAO
(US government accountability office)
ได้สอบถามนายแพทย์ธีระวัฒน์ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2023
โดยหน่วยงานนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองใด
และทำหน้าที่ตรวจสอบการให้ทุนของรัฐบาลสหรัฐ
ต่อสถาบันในประเทศและต่างประเทศ

ในส่วนที่ถามนั้น เกี่ยวข้องกับการหาไวรัสจากสัตว์ป่าและค้างคาวว่า
ได้ประโยชน์หรือไม่ในการคาดคะเนว่าจะเกิดโรคอุบัติใหม่
และได้ประโยชน์หรือไม่ ในการพัฒนาการเตรียมพร้อมและ
รับมือสำหรับโรคอุบัติใหม่ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี
และมีความเสี่ยงหรือไม่ในการหาไวรัสดังกล่าว
และมีความพร้อมเพรียงระดับใดในการป้องกัน
จากการติดเชื้อและการแพร่ออกไปสู่ชุมชนภายนอก

ทางศูนย์ได้ตอบไปว่าไม่ได้ประโยชน์
และมีอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ทางศูนย์วิทยาศาสตร์
ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องความเสี่ยงระดับนี้
โดยที่นักวิทยาศาสตร์จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
ที่ควบคุมโครงการ ขณะที่มาเยี่ยมก็ไม่ได้มีการเคร่งครัด
ในเรื่องความปลอดภัยใดๆ จากที่ทำอยู่ และจากความที่รู้สึกว่า
ไม่มีใครตายจากการศึกษาวิจัยดังกล่าว

จากพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ในปี 2558 ระบุชัดเจน
จากที่ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา
ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น มีโทษทั้งปรับและ
จำตามระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น

จากการที่ไม่สามารถคาดคะเน ถึงระดับความร้ายแรงของเชื้อ
ที่ไม่ทราบชื่อจากค้างคาว รวมทั้งมีการระบาดของโควิด
ตั้งแต่ปลายปี 2019 และหลักฐานจากการตัดต่อพันธุกรรม
และการหลุดจากแล็บ ตอกย้ำถึงการที่ต้องยุติ
และทำลายตัวอย่างเหล่านี้ทั้งหมด

โควิดความจริงที่ถูกเปิดเผย (ตอนที่ 6)

บทความในวารสาร British medical journal
วันที่ 7 กันยายน 2023 มีการประมวลข้อมูลและหลักฐาน
ของการเกิดโควิดและอันตรายจากการหาไวรัสจากค้างคาว
ทั้งหมดยังอ้างอิงข้อมูลที่ GAO
ได้สอบถามมายังนายแพทย์ธีระวัฒน์
ซึ่งเป็นหัวหน้าและรับผิดชอบโครงการ
และทุนที่ผ่านจากสหรัฐทั้งหมด

การทำลายตัวอย่างไวรัสจากค้างคาวและสัตว์ป่าทั้งหมด
ถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุด
ที่มีต่อคนไทยและประเทศไทยโดยรวม

จากการสอบสวน
นายแพทย์ธีระวัฒน์ และนักวิทยาศาสตร์ในศูนย์
 อีกสามท่านในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2023
และมีสำนวนสอบสวนที่ศูนย์กฎหมายส่งมาให้สอบทาน
และแก้ไขในวันที่ 21 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2023
พบว่าสำนวนของนักวิทยาศาสตร์ ไม่สมบูรณ์และมีความหมายตรงกันข้าม
กับที่นายแพทย์ธีระวัฒน์ให้ไว้ ทั้งนี้
ขณะที่นายแพทย์ธีระวัฒน์ให้การนั้น
เป็นการอ่านตามบทสคริปต์ทั้งหมดและไม่สามารถแก้ไขได้
แต่ในส่วนของนักวิทยาศาสตร์นั้น
ได้นำเทปเข้าไปอัดด้วยและโต้แย้งสำนวนสอบสวน
ที่ทางศูนย์กฎหมาย ส่งมา ทั้งนี้เรามีการถอดเทปบันทึก
คำต่อคำและส่งกลับ เพื่อยืนยันว่า
ไม่ได้มีการแก้สำนวนหลังจากที่ให้การไปแล้ว

นอกจากนั้น นายแพทย์ธีระวัฒน์ ได้สืบค้นเอกสารต่อ
ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 และได้ส่งเอกสารต่อประธาน
คณะกรรมการสอบสวนในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566
โดยพบว่าเอกสารที่ร้องขอตัวอย่างจาก
หน่วยงานกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
รวมทั้งคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และศูนย์โรคอุบัติใหม่คลินิกสภากาชาดไทยนั้น

แท้จริงเป็นการทำงานภายใต้ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ
และแม้กระทั่งหน่วยงานดังกล่าวที่ได้กล่าวอ้าง
ว่าจะขอตัวอย่างคืนนั้นยังได้ระบุ แบบเสนอโครงการชัดเจน
ในข้อ 4.5 ให้ทำลายตัวอย่างที่เหลือ
หลังเสร็จสิ้นโครงการแล้วและนอกจากนั้น
อีกห้าโครงการที่ขอตัวอย่างคืนนั้น ทั้งหมดอยู่นอกความรับผิดชอบ
ของศูนย์และเงินทุนจากต่างประเทศนั้น
ไม่ได้ผ่านมาที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพและ
แม้จะมีตัวอย่างที่นำมาฝากบ้าง ก็ได้มีการเบิกจนหมดสิ้นไปแล้ว
ตามบันทึกการเบิก แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารองค์กร
และศูนย์กฎหมายโรงพยาบาลต้องมีความรอบคอบรัดกุม
ในการตรวจสอบเอกสารเอกสาร
ที่ร้องเรียนแทนที่จะมีข้อกล่าวหาอย่างร้ายแรง
และข้อสำคัญคือไม่ตระหนักถึงความร้ายแรง
ของการแพร่กระจายเชื้อจนถึงเป็นโรคระบาด

หลังจากการสอบสวนในวันที่ 1 พฤศจิกายนแล้ว
นายแพทย์ธีระวัฒน์ มีบันทึกถึงผู้อำนวยการ
สอบถามถึงคำสั่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ที่อ้างถึงว่ามีที่มาอย่างไรใครเป็นผู้ร้องเรียน
มีข้อเท็จจริงด้านพยานหลักฐานอย่างไร
จึงได้มีการตั้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง
รวมทั้งความคืบหน้าการสอบข้อเท็จจริงมีการสรุปอย่างไร

นอกจากเรื่องนี้แล้วในเวลาที่ผ่านมามีการตั้งกรรมการสอบสวน
ในเรื่องของการทุจริตของบุคคลคนหนึ่ง
ในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพซึ่งแม้ว่า
ทางศูนย์จะได้มอบหลักฐานการทุจริตให้
แต่ไม่ปรากฏผล ทั้งนี้โดยศูนย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน
โดยในขั้นแรกมีบันทึกจากสำนักงานบริหารสภากาชาดไทย
ให้แจ้งเบาะแสของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน
และทุจริตในวันที่ 17 มีนาคม 2564 ต่อทุกหน่วยงาน

ซึ่งทางศูนย์วิทยาศาสตร์ ได้แจ้งสำนักงานตรวจสอบทุจริตของสภากาชาดไทย
และนำเอกสาร หลักฐานประกอบไปด้วยโดยผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบ
เห็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และลำดับต่อมา ศูนย์วิทยาศาสตร์ได้เปิดเผย
หลักฐานต่อกรรมการของโรงพยาบาลจุฬา
และกรรมการของคณะแพทย์ พร้อมทั้งมีตัวเลขที่ทางศูนย์สามารถปกป้อง
ไม่ให้เกิดความเสียหายได้เป็นจำนวน 9,893,323.58 บาท
โดยบันทึกส่งให้คณะแพทย์และโรงพยาบาล
ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 แต่การตัดสินของคณะกรรมการสรุปว่า
ไม่เกิดความเสียหาย ให้ยุติการสอบสวนและไม่มีการลงโทษใดๆ

นอกจากนี้ เรื่องที่โรงพยาบาลจุฬาและคณะแพทย์ต้องรับทราบคือ
การเชื้อเชิญจากหน่วยงานหนึ่งของสภากาชาดไทย
ให้คณะแพทย์และโรงพยาบาลวางระบบ PACS ในห้องปฏิบัติการ
ซึ่งสามารถระบุข้อมูลของตัวอย่างที่ได้มาจากใคร อย่างไร
ที่ไหนและเป็นโรคอะไร และเก็บไว้ที่ตู้เย็นใด
เป็นระบบของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และตั้งแต่เริ่มต้น
ที่ศูนย์ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม
ที่ได้วางระบบนี้ให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐ
ยังพยายามติดต่อกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขด้วย

หลังจากที่ศูนย์วิทยาศาสตร์มีการใช้ระบบนี้ในห้องปฏิบัติการ
พบว่าระบบดังกล่าวสามารถส่งตรงข้อมูลทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ ได้

ศูนย์วิทยาศาสตร์จึงล้มเลิกการใช้อย่างเด็ดขาดและวางระบบเอง

ปัจจุบัน ยังมีความพยายามที่จะให้หน่วยงานของ
สภากาชาดโรงพยาบาลจุฬาและคณะแพทย์ใช้ระบบนี้

แม้ว่าในเดือนกรกฎาคม 2023 NIH จะประกาศเลิกการให้ทุน
สำหรับการหาไวรัสจากค้างคาวทั้งในและนอกประเทศ
แต่ขณะเดียวกันได้วางแผนในแผ่นดินสหรัฐฯ เองโดย
 เทรซี่ โกลด์สไตน์ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญของ
โครงการ deep VZN หลังจากที่มีการเลิกโครงการนี้
แล้วได้ลาออกและรับตำแหน่งใหม่เป็นผู้อำนวยการ
ของสถาบัน one health ของ Colorado state university
ในเดือนมิถุนายน 2023 และรับผิดชอบงาน
ของห้องปฏิบัติการค้างคาวและเชื้อไวรัสต่อ

ในปี 2018 Fauci ได้นำไวรัสจากสถาบันวิจัยอู่ฮั่นมาติดเชื้อให้ค้างคาว
ที่ได้จากสวนสัตว์ แมรี่แลนด์และทำการในห้องปฏิบัติการที่รัฐมอนตานา
ทั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหนึ่งปีก่อนหน้าการเกิดโควิด
และเป็นหลักฐานของการเชื่อมโยงการทำงานของสหรัฐกับ
สถาบันไวรัสอู่ฮั่นอีกชิ้นหนึ่ง และระหว่างปี 2015 ถึง 2023
มีการให้ทุนจาก NIH ไปยังสถาบันและมหาวิทยาลัย
ในสหรัฐควบกับสถาบันในประเทศจีนอย่างน้อยทั้งหมดเจ็ดแห่ง

ในห้องปฏิบัติการที่โคโลราโด โดย NIH ร่วมกับ EHA
และมีการนำเข้าไวรัสจากเอเชียโดยเฉพาะจากประเทศจีน
เพื่อทดลองให้ติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เพื่อศึกษาการแพร่กระจาย
ของเชื้อไวรัสจากค้างคาวในห้องปฏิบัติการ
ดังพิมพ์เขียวแผนผังของโรงเลี้ยงค้างคาว

ข้อมูลในวันที่ 31 ตุลาคม 2023 นั้น แสดงให้เห็น
ถึงความเชื่อมโยงของสถาบันและมหาวิทยาลัยของสหรัฐ
และจำนวนเงินที่ผ่านให้สถาบันและมหาวิทยาลัย
ของประเทศจีนอย่างน้อยทั้งหมดเจ็ดโครงการ

สำหรับในประเทศไทยเอง
กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นมานาน
ผ่านองค์กรต่างประเทศที่ฝังตัวในประเทศประเทศไทยอย่างน้อย 33 ปี
และปัจจุบัน ยังอยู่ในสถาบันหลักมหาวิทยาลัย
รวมทั้ง จุฬา และโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ทางด้านคนและสัตว์
ทั้งการรวบรวมตัวอย่างเชื้อ ไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต
จนกระทั่งมี การตัดต่อพันธุกรรมโดยส่ง
ให้ต่างประเทศในเครือข่าย

คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาให้สัมภาษณ์วิทยุจุฬา
ในวันที่ 1 ธันวาคม 2023 โดยพูดชัดเจนว่า
ยังมีการหาเชื้อไวรัสจากค้างคาวซึ่งเป็นประเด็นว่า
ยังคงทำสิ่งที่ NIH ได้ประกาศยุติการสนับสนุน
ให้ทุนการหาไวรัสจากค้างคาวในวันที่ 17 กรกฎาคม 2023
เพราะไม่เกิดประโยชน์และอาจส่งผลใน
การทำให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรง

 ping!


โค๊ด:
https://mgronline.com/qol/detail/9670000005954


บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!