ฟังให้ดี! “สุวินัย” ลากไส้ “คางคกสารพัดพิษ” ไม่เคยกลับใจ “เพจดัง”
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
มิถุนายน 16, 2021, 02:38:42 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฟังให้ดี! “สุวินัย” ลากไส้ “คางคกสารพัดพิษ” ไม่เคยกลับใจ “เพจดัง”  (อ่าน 111 ครั้ง)
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1857
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12125


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« เมื่อ: เมษายน 07, 2021, 10:21:01 AM »

โค๊ด:
https://mgronline.com/politics/detail/9640000032879
ชี้ “จตุพร” ตกหลุม io ผิดที่ ผิดทาง ผิดเวลา
เผยแพร่: อังคาร 6 เม.ย. 2564 20:31
------------------------------------------------------
ชำแหละให้เห็นเป็นชิ้นๆ! “ดร.สุวินัย”
ลากไส้ “จตุพร” ย้อนอดีตปี 53 ตัวแปร
 “ความรุนแรง-สงครามกลางเมือง”
ยังเป็น “คางคกสารพัดพิษ” ไม่เคยกลับใจ “เพจดัง”
ชี้ “คนไทยเอ็ดดูเขต” “ตู่” ตกหลุม io ผิดที่ ผิดทาง ผิดเวลา

Educate : [vt.] การศึกษา, ความรู้, ฝึกฝน, ศึกษาศาสตร์, สั่งสอน, ให้การศึกษา, อบรม


น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (6 เม.ย. 64)
เฟซบุ๊กชื่อ Suvinai Pornavalai ของ
รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย
โพสต์กรณี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จัดเวที
ปราศรัยอภิปรายสาธารณะ
“ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย”
ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
และพวก ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ระบุว่า

“จะเข้าใจม็อบ 444 ของตู่ จตุพร ให้ทะลุ

เราควรย้อนไปทำความเข้าใจ
ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในปี 2552-2553 เสียก่อน

เพราะนี่คือการชุมนุมใหญ่ที่ลุกฮือ
ลงถนนของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ที่สำคัญมาก

ม็อบคนเสื้อแดงปี 52-53 เป้าหมายชัดเจนมาก คือ
เริ่มจากใช้ “ไม้อ่อน” ก่อน คือ ความพยายามถวายฎีกา
เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับทักษิณ ชินวัตร
(ซึ่งทำไม่ได้ในทางกฎหมาย เพราะทักษิณเป็นนักโทษหนีคดี)

พอใช้ไม้อ่อนไม่เป็นผล ม็อบคนเสื้อแดงก็เปลี่ยนมาใช้
 “ไม้แข็ง” ทันที เพราะเตรียมการไว้แล้ว นั่นคือ

ปล่อยข่าวเท็จเกี่ยวกับสถาบันฯ
โจมตีใส่ร้ายว่าสถาบันฯ ไม่รักประชาชน
ที่มาขอความเป็นธรรมให้ทักษิณ ...
เพื่อให้มวลชนคนเสื้อแดงโกรธแค้นต่อสถาบันฯ

จากนั้น จึงเคลื่อนไหวโดยชู “วาทกรรมโค่นอำมาตย์”
ตั้งเป้าถอดสถาบันฯลงมาเป็นสามัญชน

การเคลื่อนไหวล้มเจ้าอย่างเป็นระบบและอย่างคึกคัก
ในโลกออนไลน์ปรากฏชัดเจนในช่วงนี้
คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวบนท้องถนน
ของม็อบคนเสื้อแดงในปี 52-53

แต่การจะโจมตีใส่ร้ายสถาบันฯได้สะดวก
โดยไม่ผิดกฎหมาย จะต้องจัดการ
กฎหมายมาตรา 112 ให้ได้ก่อน

การเคลื่อนไหวของเครือข่ายนักวิชาการ
เพื่อแก้ไขมาตรา 112 จึงเกิดขึ้นในช่วงนั้น
เพื่อหนุนช่วย “ขบวนการล้มเจ้า”
ของคนเสื้อแดงในตอนนั้นนั่นเอง

ในที่สุดการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในปี 2553 ได้บานปลายไปเป็น
 “สงครามกลางเมืองที่มีการใช้อาวุธสงคราม”
เพราะการปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธที่เป็นชายชุดดำ

“สงครามกลางเมือง” ครั้งนั้น
มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากทั้งคนเสื้อแดง
และเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากชายชุดดำ
ที่เป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

-------------------------------------------------------------------
สิ่งนี้แสดงว่า ขบวนการคนเสื้อแดงในปี 52-53 มีครบทั้ง
มวลชนของตัวเอง พรรคการเมืองของตน
และกลุ่มติดอาวุธในการบัญชาการของตัวเอง ...
ที่เรียกกันว่า “ครบแก้วสามประการ”

ม็อบคนเสื้อแดงปี 52-53 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ก็จริง
แต่ปี 2554 รัฐบาลของน้องสาวทักษิณ
กลับชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบาย
ขายฝันประชานิยมสุดขั้ว ไม่ว่า
นโยบายจำนำข้าว นโยบายรถคันแรก ฯลฯ
(ที่ ชนะการเลือกตั้ง : ประชาชนยังถูกจูง ซ้ายหันขวาหันได้ง่าย โดยการซื้อเสียง)

รัฐบาลของน้องสาวทักษิณ มีเป้าหมายสูงสุดคือ
การลบล้างคดีของทักษิณทั้งหมด ...
โดยเอาการตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่
ในเหตุการณ์ปี 2553 มาอ้างความชอบธรรม
เพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมชนิดสุดซอย

ทำให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย
ผ่านการโหวตในรัฐสภาจนได้

ขบวนการ กปปส. (ม็อบนกหวีด) เกิดขึ้นทันที
เพื่อปกป้องกระบวนการยุติธรรมในปลายปี 2556
โดยที่ฝ่ายทักษิณก็ใช้คนเสื้อแดงหัวรุนแรงออกมาข่มขู่
ป่วนการชุมนุมของม็อบ กปปส.
ด้วยอาวุธปืนและระเบิด M79
จนมีผู้ชุมนุม กปปส. เสียชีวิตหลายคน

ในที่สุดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนั้น
จบลงด้วยการรัฐประหารของกองทัพในปี 2557
เพื่อผ่าทางตันและยับยั้ง “สงครามกลางเมือง” ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เป้าหมายอันดับรองลงมาของคณะรัฐประหาร คือ
การสลาย “ระบอบทักษิณ” อย่างเป็นขั้นตอนด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560

ซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุด
และทรงพลังที่สุดของขั้วอำนาจฝั่งนี้

บทบาททางการเมืองของธนาธร และปิยบุตร
โดดเด่นขึ้นมาแทนทักษิณในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557
เมื่อทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่
เพื่อสานต่อภารกิจการปฏิวัติ 2475 ในเชิงอุดมการณ์
ขณะที่พรรคเพื่อไทยของทักษิณ
ปรับเปลี่ยนแนวทางมาเป็น “สู้ไปกราบไป”

และวางฐานะตัวเองเป็นแนวร่วม
และกองหลังให้ขบวนการปฏิวัติล้มเจ้า
ที่นำโดยธนาธรและปิยบุตรแทน

การที่พรรคอนาคตใหม่ของธนาธร-ปิยบุตร
ถูกยุบหลังจากมีบทบาทในรัฐสภาไม่ถึงปี
เพราะสะดุดขาตัวเองทางข้อกฎหมาย

ทำให้ธนาธรกับปิยบุตรกลับมาเร่งเกมล้มเจ้า
ให้จบภายในสองปี แทนที่จะเป็นยี่สิบปี
เหมือนที่วางไว้ในตอนแรกๆ

เกมล้มเจ้าที่หลอกใช้พวกเด็ก
ยุพวกเด็กออกมาเป็นแกนนำหุ่นเชิด
ปลุกระดมมวลชนคนรุ่นใหม่ ...ดำเนินไปอย่างคึกคัก
ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะทวิตเตอร์ ตั้งแต่ต้นปี 2563 ...

จนกระทั่งเกิดม็อบเยาวชนปลดแอก
ที่ชูนโยบายปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อ
เป็นเป้าหมายหลักของการชุมนุม
ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563

ภายในเวลาเพียง 7 เดือน
ม็อบเยาวชนปลดแอกก็ฝ่อลงอย่างรวดเร็ว
เพราะการนำแบบสุดโต่งและซ้ายไร้เดียงสา
ของพวกแกนนำเยาวชนหุ่นเชิด

....ตรงนี้แหละที่เกิด “ช่องว่าง”
ให้ฝั่งทักษิณส่งคนของตนออกมาช่วงชิงการนำแทน

ที่แล้วมา ตู่ จตุพร ไม่ได้กลับใจหรอก
เขาคือ “คางคกสารพัดพิษ” ที่ปรับตัวเก่งเท่านั้น

และครั้งนี้มันชัดเจนเหลือเกินว่า
เขารับงานมา ...มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นอันขาด
ที่อยู่ดีๆ ตู่ จตุพร ก็เข้ามารับช่วงต่อจากม็อบ 3 นิ้ว
ที่เพิ่งล่มสลายไปหมาดๆ

ส่วนพวกคนสูงวัยที่เข้าร่วมม็อบ 444 ของจตุพร
ก็ล้วนแต่เป็นพวกหิวแสงที่เลอะเลือนแล้วทั้งสิ้น

สังคมไทยได้ล้ำหน้าและก้าวข้ามคนพวกนี้ไปแล้ว
แต่คนพวกนี้ยังไม่สำเหนียกเท่านั้นเอง”
------------------------------------------------------------------------
ขณะเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก The METTAD โพสต์หัวข้อ
“คนไทยเอ็ดดูเขต จตุพรตกหลุม io ผิดที่ ผิดทาง ผิดเวลา”
(Educate : [vt.] การศึกษา, ความรู้, ฝึกฝน, ศึกษาศาสตร์, สั่งสอน, ให้การศึกษา, อบรม)
---------------------
โดยระบุว่า “io ชุดหนึ่งบอกว่า
ถ้าม็อบไม่ก้าวล่วงสถาบันฯ
จะมีคนออกมาไล่รัฐบาลเยอะกว่านี้
ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ถูก
แต่จังหวะเวลามันผ่านไปนานแล้ว

“Information Operation” คือ
“ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร”

เพราะ ม็อบปลดแอก พามวลชนไปสุดทาง
เปิดหน้าชนสถาบันฯ หมิ่นประมาท ใส่ร้าย
และคุกคามสถาบันฯ เต็มที่
ตอนแรกก็คึก เพราะเด็กเข้าร่วมเยอะ
ผสมกับการปั่นข่าวปลอมในกลุ่มปวิน
จนพีกสุดในวันปักหมุดคณะราษฎร 2563

แต่หลังจากนั้น ม็อบก็ฝ่อลง เพราะปัญหาในตัวม็อบเอง
 มีการคุกคามทางเพศ ล่วงละเมิดเด็กๆ
ในม็อบ ปัญหาแกนนำแย่งกันคุมเงิน
แย่งเงินบริจาค แย่งกันกุมอำนาจ
ถีบพวกเดียวกันออกไป
ทำให้มวลชนบางส่วนเริ่มถอยห่าง

ประกอบกับ คอนเทนต์เรื่องสถาบันฯ
เริ่มถูกโต้แย้งมากขึ้น แกนนำที่อวยกันจนโอเวอร์
อย่าง “รุ้ง” ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกของบีบีซี
กลับโดนฟาดตายคารายการจอมขวัญ
แบบคนละชั้น กลุ่มปวินเริ่มเล่นบูลลี่ราชวงศ์
จนไร้สาระ ยุวชนบางส่วนที่ยังพอมีสติ จึงเริ่มคิดทบทวน

ประวัติศาสตร์ต่างๆ เริ่มถูกคลี่คลาย
โดยเฉพาะความเลวร้ายของคณะราษฎร 2475
 จน ทายาท ขุนนิรันดรชัย ต้องออกมาตั้งโต๊ะ
สำนึกผิดแทนบิดา ที่ปล้นคลังหลวงร่วมกับคณะราษฎร

คดีทุจริต สินบน รุกที่ป่า ซุกเรือยอชต์ ของ คนที่เด็กๆ
 คิดว่าเป็นฮีโร่ อย่าง ธนาธร สร้างความเสื่อมศรัทธาอย่างหนัก
วาทกรรมที่โดนจับโกหกได้นับครั้งไม่ถ้วน
จนเกิดเหตุการณ์ แลนด์สไลด์ อย่างน่าอดสู

อ.ไชยันต์ ออกมาเชือด วิทยานิพนธ์
และ หนังสือฟ้าเดียวกัน ที่สร้างหลักฐานเท็จ
บิดเบือนใส่ร้ายสถาบันฯ
จนเกิดอาการดิ้นพล่านของนักวิชาการ 3 นิ้ว...

ความรุนแรง ที่ม็อบสร้างขึ้น ถูกบันทึกภาพ
และวิดีโอไว้หมด แกนนำทยอยโดนจับ
มวลชนเริ่มหลีกหนี
ไม่อยากเคลื่อนไหวแบบไร้สติเช่นนั้น

ภาพของ NGOs ต่างชาติ
ที่รับเงินมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศ
เป็นเวลาหลายปี เริ่มแสดงตัวชัดเจนขึ้นทุกที
ทำให้คนไทยเริ่มตระหนักรู้ว่า
มีการแทรกแซงจากต่างประเทศ
เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
กระทบความมั่นคงของชาติ
ทุกอย่างเคลื่อนไหว สอดประสานกันหมด

ทั้งนักวิชาการอีแอบ และ อินฟลูเอนเซอร์อีแอบ
(Influencer (อินฟลูเอนเซอร์) คือผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล)
เปิดหน้ากันออกมา ที่เคยเก็บซ่อนความคิดตัวเองไว้มิดชิด
ก็ต้องหงายไพ่ออกมา เป็นสัญญาณที่ยืนยันชัดว่า
ขบวนการล้มล้าง หมดตัวเล่น
ต้องเข็นตัวที่เคยเคลื่อนไหวลับๆ ออกมาสู้ด้วย
-----------------------------------------------------------------------
สิ่งที่ ม็อบ 3 นิ้ว หรือ จตุพร ไม่รู้ คือ
ในขณะที่ ม็อบปลดแอก พุ่งประเด็นโจมตีไปที่สถาบันฯ
ทำให้มวลชนส่วนหนึ่ง ที่เบื่อประยุทธ์ ไม่ชอบรัฐบาล
หันไปยืนข้างประยุทธ์ เพราะไม่เอาด้วยกับการ
บ่อนทำลายสถาบันฯ แม้ว่าม็อบจะพยายามตอแหลว่า
หวังดี อยากปฏิรูป แต่พฤติกรรมของม็อบ
ทั้งป้ายหมิ่น ด่า กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
เผารูปในหลวง บุกพระราชวัง
 มันเป็นหลักฐานชัด ว่า ไม่ได้คิดล้มรัฐบาล
แต่หวังจะล้มสถาบันฯ
หลายคนจึงพร้อมใจ ยืนข้างประยุทธ์
(แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยืนข้างรัฐบาล)
เพื่อรักษาสถาบันฯสูงสุดเอาไว้

เพราะ ในขณะที่ม็อบ นักการเมือง กลุ่มการเมือง
กำลังก่อเหตุ สร้างความวุ่นวายไปทั่ว
สถาบันฯก็ออกช่วยเหลือประชาชนในวิกฤตโควิด อย่างต่อเนื่อง
ทั้งอุปกรณ์แพทย์พระราชทาน ถุงยังชีพ รถตรวจโควิด
ของในหลวง การรับดูแลผู้บาดเจ็บ
จากการชุมนุมทุกคนโดยไม่เลือกฝ่าย...

ตอนนี้ประเด็นเคลื่อนไหว พยายามโจมตีไปที่การบีบ
ให้แก้ไขหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญ
แต่คนไทยไม่อิน เพราะไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร
กับรัฐธรรมนูญ แต่กลับมองว่า มีแต่นักการเมืองที่เดือดร้อน
เพราะกฎหมายทุจริตที่แข็งโป้กของ รธน.60...

สถานการณ์เปลี่ยนไปนานแล้ว
แต่จตุพรยังโดนหลอกด้วย io ที่ใช้งานไม่ได้ จริงๆ แล้ว
คนประสบการณ์สูงอย่าง จตุพร ก็น่าจะรู้ตัวอยู่
ถ้ามองบวก ไม่คิดว่าจตุพรโง่ ก็ต้องมองว่า
"จัดม็อบเพื่อหลอกแดกคนแดนไกลเท่านั้น"

ยังเหลือ หมากตาสุดท้ายคงต้องหวังพึ่ง
พี่เต้น YNWA ที่เตรียมเปิดตัวนำม็อบปลดแอก
แต่ข้อสำคัญที่สุด ถ้าหวังจะนำม็อบเด็ก
พี่เต้น ต้องเดินหน้าสุดซอย
ไม่งั้นถึงไปก็เสียหมา เสียผู้เสียคน

ว่าแต่พี่เต้น จะเตรียมใจพร้อม
ก้าวเท้าเข้า Final Stage หรือยัง...”

Final Stage : ขั้นตอนสุดท้าย

แน่นอน, สิ่งที่ทั้งสองโพสต์สะท้อนให้เห็น ก็คือ
การที่อยู่ๆ นายจตุพร ก็ประกาศระดมสมัครพรรค
พวก “สลายสี” เลิกแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย
มาร่วมกันจัดม็อบ เพื่อขับไล่ลุงตู่
และไม่แตะต้องสถาบันฯ จะเพียงแค่
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์
ประธานญาติวีรชน 35 ชักชวน เท่านั้น?
อย่างที่ “จตุพร” กล่าวอ้าง

แล้วที่สำคัญ ทั้งเพจเฟซบุ๊ก The METTAD
และ ดร.สุวินัย พยายามจะชี้ให้เห็นก็คือ
เป้าหมายที่แท้จริง อาจไม่ได้จบเพียงแค่
“ล้ม พล.อ.ประยุทธ์ และพวก” ก็เป็นได้

โดย พล.อ.ประยุทธ์ อาจเป็นแค่บันไดขั้นแรก
ที่จะเหยียบไปสู่ขั้นต่อไป เรื่องนี้ ดร.สุวินัย
 วิเคราะห์ให้เห็นแล้วว่า ม็อบ “จตุพร”
มักเริ่มจากอ่อนไปหาแข็ง
เล็กไปหาใหญ่ ดังนั้น ที่ประกาศว่า
จะไม่แตะสถาบันฯ ใครจะกล้าการันตี

เว้นเสียแต่ ทำอย่างไรม็อบก็ไม่ติดลมบน
ผู้คนเบื่อหน่ายอย่างที่มีคนวิเคราะห์
สุดท้าย ก็คงไม่ต่างจากม็อบ
ผู้อาวุโสหิวแสง อย่างที่ ดร.สุวินัย ว่า ก็ไม่แน่เหมือนกัน

เอาเป็นว่า ทุกอย่างล้วนน่าคิดน่าฟังทั้งสิ้น
แม้อาจไม่เป็นไปตามนั้นทั้งหมดก็ตาม
-----------------------------------------------------------------------------------
พุธ 7 เมษายน 2564
‘IO’ คืออะไร ทำไมรัฐต้องมีปฏิบัติการนี้?

คำว่า “ไอโอ” กำลังเป็นที่สนใจในสังคม หลังส.ส.ฝ่ายค้าน
จากอดีตพรรคอนาคตใหม่ แฉข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการ ไอโอ
ของกองทัพเพื่อคุกคามคนที่เห็นต่าง
ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เมื่อกลางดึกวันอังคาร (25 ก.พ.) ที่ผ่านมา
จนทำให้เกิดการถกเถียงทั้งในและนอกสภา

จริง ๆ แล้ว “ไอโอ” (IO) ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า
Information Operation หรือ “ปฏิบัติการข่าวสาร”
ซึ่งในอดีตถูกนำมาใช้ชิงความได้เปรียบ
ในการรบหรือการทำสงคราม

หลักการสำคัญของ “ไอโอ” คือการเผยแพร่
ความคิดและความเชื่อของ “ฝ่ายเรา” ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ
และทำให้เกิดความคิดความเชื่อคล้อยตาม
ความประสงค์ของ “ฝ่ายเรา” ขณะเดียวกันก็ต้องหาทาง
ระงับยับยั้ง ขัดขวาง หรือทำลายศักยภาพด้านการ
 “ไอโอ” ของฝ่ายตรงข้าม หรือ “ฝ่ายศัตรู”
เพื่อไม่ให้สามารถเผยแพร่ความคิด
ความเชื่อต่อกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายของ “ฝ่ายเรา” ได้

นี่คือความหมายพื้นฐานแบบเข้าใจง่าย ๆ
ที่ได้มาจากอดีตผู้บริหารระดับสูง
ที่รับผิดชอบหน่วยงานด้านการข่าวของเมืองไทย

ส่วนวิธีการเผยแพร่ความคิดความเชื่อ
ที่สามารถส่งถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด
แน่นอนว่าจำเป็นต้องพึ่งพาสื่อทุกชนิด
ฉะนั้นในอดีต ฝ่ายที่ทำไอโอหนัก ๆ ได้จึงเป็น “ฝ่ายรัฐ”
เพราะคุมสื่อแทบทุกชนิดอยู่ในมือ
แต่ในยุคปัจจุบันมีโซเชียลมีเดีย หรือ “สื่อสังคมออนไลน์”
ที่ทุกคนเป็นสื่อและผลิตสื่อได้ด้วยตนเอง ทำให้งาน “ไอโอ”
ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ภาครัฐอีกต่อไป
ฉะนั้นหากใครมีขีดความสามารถ หรือ “ทักษะ”
ในการใช้สื่อประเภทต่าง ๆ ได้มากกว่า
ก็จะทำไอโอได้เหนือกว่าอีกฝ่าย
-------------------------------------------------------------
ยุทธการต่อสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร

IO มาจาก “Information Operation” แปลเป็นภาษาไทย คือ
“ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร” มันเป็นกลยุทธ์การสู้ด้วยข้อมูลข่าวสารนั่นเอง
ทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างกระแสความได้เปรียบ
มาอยู่ในฝ่ายตนเอง อีกทั้งสามารถใช้เพื่อการปลุกปั่น
ยุยงส่งเสริมให้เป็นไปตามความต้องการอีกด้วย

ช่องทางของการใช้ ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร
Information Operation หรือที่เรียกย่อๆ ว่า IO นั้น
เป็นยุทธการทางข้อมูลข่าวสารโดยใช้สื่อต่างๆ เช่น

    เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
    สื่อสังคมออนไลน์
    จิตวิทยามวลชน
    ภาพมายาทางทหาร
    การปล่อยข่าวลับ
    แพร่ข่าวลวง
    การบิดเบือนข่าวสาร

IO ถูกนำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
สร้างอิทธิพลในการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม
โดยการควบคุมข้อมูลข่าวสารที่ศัตรูได้รับ
รวมทั้งการหว่านพืชหวังผลการข่าว
ปลุกกระแสมวลชน ยึดครองอำนาจและประโยชน์
ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งใหม่
แต่เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่เคียงคู่
กับการสู้รบในโลกมาตั้งแต่ไหนต่อไหน

สงครามที่ใช้ IO เป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่โดดเด่นที่สุดในโลกนี้คงหนีไม่พ้น
“สงครามเย็น (Cold War)”
สงครามที่เกิดขึ้นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ที่ขั้วอำนาจด้านเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา
แย่งชิงความเป็นใหญ่กับขั้วอำนาจสังคมนิยมสหภาพโซเวียต
ยุคสมัยของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาไม่ได้จับอาวุธ
ขึ้นรบกับสหภาพโซเวียตโดยตรง
แต่ต่อสู้กันผ่านสงครามตัวแทนอย่างสงครามเวียดนาม (Vietnam War)
และสงครามเกาหลี (Korean War)
ไปจนถึงการใช้ข้อมูลข่าวสารชิงดีชิงเด่น
สร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายตัวเอง
อย่างที่เรียกว่า กลยุทธ์ IO นั่นเอง
ดังที่มีกรณีกระฉ่อนออกมา
เรื่องการส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ว่า
เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่เรื่องลวงโลกกันแน่
จนกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่อง IO ชื่อดังระดับโลก

 ping!


บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!