ดอนเมืองโทลล์เวย์
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
ธันวาคม 06, 2019, 05:32:58 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดอนเมืองโทลล์เวย์  (อ่าน 2839 ครั้ง)
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1849
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11796


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 30, 2014, 06:14:36 AM »

เตรียมจ่ายเพิ่ม!

ขึ้นค่าผ่านทางโทลล์เวย์เป็น 70 บ.

ประจิน”ชี้สัญญาบีบอีก 5 ปี ขึ้นอีก


................... ................... .................

“ประจิน”ไม่เบรก “โทลล์เวย์”ขึ้นราคาอีก 10 บาท
รถ 4 ล้อ จาก 60 เป็น 70 บาท


ชี้เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน ย้ำไม่ต้องการให้เป็นข้อพิพาทซ้ำอีก
 “อธิบดีทล.”เผย บริษัทฯมีสิทธ์ปรับขึ้นตามสัญญา ทุกๆ 5 ปี
โดยทำหนังสือแจ้งตามขั้นตอนเท่านั้น
เร่งตั้งคณะทำงานเตรียมพรัอมแก้ปัญหาจราจรถ.วิภาวดี
คาดช่วงแรกรถแน่นเหตุเลี่ยงใช้โทลล์เวย์
เผยคนไทยเตรียมตัวอีก 5 ปี

หรือในปี 2562 จะขึ้นเป็น 80 บาท
และปี 2572 ก่อนสิ้นสุดสัญญาจะปรับไปอยู่ที่ 100 บาท

       
       พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า
ได้รับทราบกรณีที่บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)
ผู้ได้รับสัมปทานทางยกระดับอุตราภิมุข หรือ ดอนเมืองโทลล์เวย์
จะมีการปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทางแล้วอย่างไม่เป็นทางการแล้ว
โดยบริษัทระบุว่าเป็นการปรับตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน
และมีขั้นตอนในการดำเนินการที่ชัดเจน
ดังนั้นในขณะนี้ กระทรวงคมนาคมเองคงไม่สามารถก้าวล่วง
และไม่มีเหตุผลใดที่จะคัดค้านเพราะไม่ต้องการให้เกิดข้อพิพาท
ระหว่างกรมทางหลวงกับบริษัทเหมือนที่ผ่านมา
โดยในหลักการ หลังจากนี้ จะให้ฝ่ายกฎหมายและกรมทางหลวง (ทล.)
ตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดร่วมกันเพื่อให้เกิดความชัดเจนและถูกต้องเท่านั้น
       
       นายชูศักดิ์ เกวี รองปลัดกระทรวงคมนาคม
รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า
บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง ได้ทำหนังสือถึงกรมทางหลวง
ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2557 แจ้งให้ทราบถึงการปรับอัตราค่าผ่านทางยกระดับอุตราภิมุข
ช่วงดินแดง-ดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน

ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2557- 21 ธันวาคม 2562
โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2557 เวลา 00.01 น.เป็นต้นไป
โดยช่วงดินแดง-ดอนเมือง (รถ 4 ล้อ) ปรับจาก 60 บาทเป็น 70 บาท
ช่วง ดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน ปรับจาก 25 บาทเป็น 30 บาท
ซึ่งเป็นการปรับตามสิทธิ์ในสัญญาสัมปทาน


โดยบริษัทจะต้องทำหนังสือแจ้งให้กรมทางหลวงรับทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน
       
       โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กรมทางหลวงจะทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงคมนาคมให้ทราบ
ส่วนกระทรวงคมนาคมจะมีความเห็นเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่
เป็นเรื่องของนโยบาย อย่างไรก็ตาม
ขณะนี้กรมทางหลวงได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด
เพื่อพิจารณาและเตรียมความพร้อมแนวทางในการรองรับปริมาณจราจร
ที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการปรับขึ้นค่าผ่านทาง
เนื่องจากคาดว่าในระยะแรก จะมีรถส่วนหนึ่งลงมาใช้ถนนวิภาวดีรังสิตด้านล่าง
แทนการใช้ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ที่มีการปรับขึ้นค่าผ่านทาง
       
       สำหรับการปรับค่าผ่านทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ครั้งนี้
บริษัทระบุว่าเป็นไปตามข้อ 5 ของบันทึกตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลง
สัญญาสัมปทานทางหลวง ฉบับที่ 3/2550

ซึ่งเป็นสัญญาสัมปทานที่ลงนามขยายอายุสัมปทาน 27 ปี

ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2550 อายุสัมปทาน 27 ปี
โดยจะปรับขึ้นทุก ๆ 5 ปี จนกว่าจะหมดอายุสัมปทาน
ในวันที่ 12 กันยายน 2577

       
       โดยอัตราค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์

ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2557 - 21 ธันวาคม 2562 ขาออก
ช่วงด่านดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 60 บาท เป็น 70 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 90 บาท เป็น 100 บาท
ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ ปรับจาก 25 บาท เป็น 30 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 35 บาท เป็น 40 บาท

ส่วนขาเข้า
ช่วงอนุสรณ์สถาน-ดินแดง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 85 บาท เป็น 100 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 125 บาท เป็น 140 บาท
ส่วนช่วงดอนเมือง-ดินแดง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 60 บาท เป็น 70 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 90 บาท เป็น 100 บาท
       
       และตามสัญญา จะปรับขึ้นอีกครั้งในอีก 5 ปีต่อไป

หรือในวันที่ 22 ธันวาคม 2562
โดยช่วง ดินแดง - ดอนเมือง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 70 บาท เป็น 80 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 100 บาท เป็น 110 บาท
ช่วง ดอนเมือง - อนุสรณ์สถาน จาก 30 บาท เป็น 35 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 40 บาท เป็น 45 บาท

และ ปรับขึ้นราคาครั้งต่อไปในวันที่ 22 ธันวาคม 2567

ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 80 บาท เป็น 90 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 110 บาท เป็น 120 บาท
ช่วง ดอนเมือง - อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ ปรับจาก 35 บาท เป็น 40 บาท
รถมากว่า 4 ล้อ ปรับจาก 45 บาท เป็น 50 บาท

และปรับขึ้นราคาอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย
ในวันที่ 22 ธันวาคม 2572 จนสิ้นสุดอายุสัมปทาน
ช่วง ดินแดง - ดอนเมือง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 90 บาท เป็น 100 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 120 บาท เป็น 130 บาท
ช่วง ดอนเมือง - อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ ปรับจาก 40 บาท เป็น 45 บาท
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 50 บาท เป็น 55 บาท

 cry2!!

Cr.http://www.manager.co.th/

................... ................... .

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกผู้มีอำนาจ

ไม่รับใต้โต๊ะ  ขยายอายุสัมปทาน ให้เอกชน อีกน๊ะ

รัฐไม่ต้องรับผิดชอบ...กำของชาวบ้าน



บันทึกการเข้า

eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1849
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11796


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2014, 06:38:33 AM »


ความสุขที่ คสช คืนให้มาแต่ละอย่าง

อิ่มกันไปถ้วนหน้า

ฤดูกาลปล้นคนไทยโดยสัมปทาน

โดยกฏหมาย

โดยอำนาจเถื่อนของมาเฟีย

และข้าราชการ โดยนายทุน


 เศร้าจัง
บันทึกการเข้า
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1849
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11796


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2014, 09:48:08 AM »

ทางด่วนขึันแล้ว!!;วันนี้

สำหรับการปรับขึ้นราคาครั้งนี้ ทำให้อัตราค่าผ่านทางใหม่ (ขาออก)
- ในด่านช่วงดินแดง - ดอนเมืองจากเดิมรถ 4 ล้อ 60 บาท ปรับขึ้นเป็น 70 บาท
ขณะที่รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท
- ส่วนช่วงที่ 2 จากดอนเมือง - อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ จาก 25 บาท เป็น 30 บาท
ขณะที่รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 35 บาท เป็น 40 บาท
- ทำให้ตลอดทั้งเส้นทางขาออก รถ 4 ล้อ ปรับขึ้นราคาจาก 85 บาท เป็น 100 บาท
ขณะที่รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 125 บาท เป็น 140 บาท (ปรับขึ้น 15 บาท)

ส่วนอัตราค่าผ่านทางใหม่ (ขาเข้า)
-ช่วงอนุสรณ์สถาน - ดินแดง รถ 4 ล้อ จาก 85 บาท เป็น 100 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 125 บาท เป็น 140 บาท
- ส่วนช่วงดอนเมือง - ดินแดง รถ 4 ล้อจาก 60 บาท เป็น 70 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท
- ซึ่งในส่วนเส้นทางขาเข้า อัตราค่าผ่านทางรถ 4 ล้อ ราคา 100 บาท
และรถมากกว่า 4 ล้อ ราคา 140 บาท เป็นการชำระค่าผ่านทางยกระดับฯ
ช่วงอนุสรณ์สถาน - ดอนเมือง และช่วงดอนเมืองดินแดง รวมกันในครั้งเดียว

บันทึกการเข้า
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1849
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11796


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 21, 2015, 09:11:55 AM »

 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2558 สำนักงานศาลปกครองเผยแพร่
คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) กรณีเกี่ยวกับการขึ้นราคา
อัตราค่าบริการทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์
(ทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงดินแดง-ดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน)
ชี้ชัดถึงการปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะของผู้ใช้ทาง

ศาลพิเคราะห์ข้อมูลว่า มติคณะรัฐมนตรี สมัยทักษิณ ชินวัตร 11 เมษายน 2549
และ สมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ 10 เมษายน 2550
เป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เพียงฝ่ายเดียว
 และการจัดเก็บค่าผ่านทางสร้างภาระให้ประชาชน ผู้บริโภค ผู้ใช้ทางยกระดับเกินสมควร
จึงเป็นการไม่เหมาะสม
ในการยกเลิกผลประโยชน์การตอบแทนรัฐให้แก่เอกชน
ขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 27 ปี ยอมให้เอกชนมีอำนาจเหนือรัฐ
กำหนดราคาล่วงหน้า ขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
ทำให้รัฐและประชาชนได้รับความเสียหาย

ศาลปกครองกลางพิพากษาว่า มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 เมษายน 2549 (ยุคทักษิณ)
 เฉพาะส่วนของข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการขาดทุนของบริษัททางยกระดับดอนเมือง
และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 เมษายน 2550 (ยุคพลเอกสุรยุทธ์)
เฉพาะส่วนที่ให้ความเห็นชอบร่างบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวง
ในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


เรื่องนี้ มีที่มาที่ไป เบื้องลึก-ปูมหลัง อย่างไร?

1) คำพิพากษาของศาลปกครองกลางครั้งนี้ ได้ยืนยันรับรองหลักการสำคัญว่า
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต
แม้จะมีการสร้างทางยกระดับข้างบน ก็ยังมีสถานะเป็นทางสาธารณะที่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
เพียงแต่ให้เอกชนเก็บค่าผ่านทางได้ มิใช่ทางที่ยกให้เอกชนเด็ดขาด
รัฐจึงไม่สามารถจะไปเอื้อประโยชน์แก่เอกชนหรือสร้างภาระแก่ประชาชนอย่างไรก็ได้

คดีนี้ นายสมคิด หอมเนตร นักวิชาการอิสระ เป็นผู้ฟ้องคดีหนึ่ง 
ส่วนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
และประชาชนผู้เสียหายจากการขึ้นค่าผ่านทางโทลล์เวย์
 เป็นผู้ยื่นฟ้องอีกคดีหนึ่ง ก่อนที่ศาลจะให้รวมคำฟ้องกัน

2) เมื่อมติคณะรัฐมนตรีมิชอบ ก็เท่ากับว่า การขึ้นค่าผ่านทางตลอดมา ไม่น่าจะกระทำได้

การขยายอายุสัมปทาน จากเดิมที่จะสิ้นสุด 20 สิงหาคม 2557
เป็น 11 กันยายน 2577 ย่อมไม่น่าจะกระทำได้อีกต่อไป


นอกจากนี้ เงินที่เอกชนเคยเรียกเก็บค่าบริการจากผู้บริโภคเกินไปจากสัญญาเดิม
สร้างภาระเกินสมควรและไม่เหมาะสมแก่ผู้บริโภค
ในระยะเวลา 2,020 วัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,121 ล้านบาท

เพื่อความเป็นธรรม ก็สมควรจะกลับไปใช้อัตราค่าผ่านทางในอัตราเดิม
ก่อนมีการแก้ไขสัญญา นั่นคือ 35 บาทสำหรับรถสี่ล้อ และ 65 บาท
สำหรับรถเกินหกล้อ จนกว่าจนกว่าจะได้ข้อยุติทั้งหมด

3) เบื้องลึกปูมหลัง

ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เกิดขึ้นมาในยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี
ขณะนั้นรัฐมนตรีคมนาคม ชื่อ “มนตรี พงษ์พานิช” จอมโปรเจกท์คนหนึ่งของการเมืองไทย
 ผู้เคยให้สัมปทานอภิมหาโครงการอย่างโฮปเวลล์
ซึ่งปัจจุบันยังมีเสาตอม่อเป็นอนุสรณ์ถึงความเสียหาย

เดิมทีเดียว ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 คือ ถนนวิภาวดี มีความกว้าง 10 เลน
พื้นที่ 6 เลนตรงกลาง (ขาไป-ขามา ด้านละ 3 เลน) ได้กั้นเป็นทางด่วน
เริ่มต้นที่ดินแดง สิ้นสุดที่สนามบินดอนเมือง ในลักษณะเป็นซุปเปอร์ไฮเวย์
เป็นทางหลวงสาธารณะที่ประชาชนใช้ฟรี ไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง
ส่วนด้านข้างอีกฝั่งละ 2 เลน ก็ให้เป็นทาง
คู่ขนานปกติในลักษณะ local road

ใครรีบ ไม่ต้องการแวะตามแยกตัดผ่าน ก็วิ่งซุปเปอร์ไฮเวย์ได้เลย ยาวๆ

สภาพซุปเปอร์ไฮเวย์เดิม มาจากดินแดงมุ่งไปดอนเมือง จะผ่านจุดตัด 4 จุด ได้แก่
แยกสุทธิสาร แยกลาดพร้าว แยกเกษตร แยกหลักสี่ ก็จะมีสะพานลอยข้ามแยกบริการทุกแยก
ทำให้ไม่ต้องติดไฟแดง ผ่านตลอดทุกแยกไปจนถึงสนามบินดอนเมือง

ปรากฏว่า เมื่อมีการทำสัญญาให้บริษัทดอนเมืองโทลล์เวย์ (หรือบริษัททางยกระดับดอนเมืองฯ ปัจจุบัน)
 ก็นำไปสู่การดำเนินการเพื่อทุบทิ้งสะพานลอยข้ามแยกทั้ง 4 แห่ง
หวังผลเปลี่ยนแปลงถนนด้านล่างทางยกระดับจากซุปเปอร์ไฮเวย์ให้กลายเป็นถนนปกติ
มุ่งจะให้ประชาชนหันไปใช้ทางยกระดับข้างบน เพื่อจะเพิ่มลูกค้า
เพิ่มผู้ใช้บริการทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ มีการสร้างด่านเก็บเงินกลางถนน
โดยเมื่อลงจากทางด่วนที่ดินแดง หากขับรถวิ่งตรงไปตามถนนหลวงวิภาวดี
ก็จะเข้าช่องเสียเงินขึ้นทางด่วนโทลล์เวย์ กลายเป็นว่า
หากประชาชนไม่ต้องการจะจ่ายค่าผ่านทางต้องเป็นฝ่ายหลบหลีก
เบี่ยงซ้ายออกไปเอาเอง ทำให้ถูกประชาชนวิจารณ์กันขรมว่า
เป้นพฤติกรรมส่อเจตนาเอาเปรียบประชาชน แปลงซุปเปอร์ไฮเวย์ที่เป็นทางด่วนให้เป็นถนนปกติ
สร้างความไม่สะดวก ส่งคนไปใช้ทางยกระดับข้างบนที่ต้องเสียเงิน
แถมสร้างจุดเก็บเงินผ่านทางเสมือนไซดักปลา ใครเผลอเข้าไปก็ต้องจ่ายเงินขึ้นทางยกระดับ

ในส่วนของการดำเนินการทุบสะพานลอยข้ามแยก เอกชนทุบสะพานลอยสำเร็จไป 2 จุด คือ
ที่แยกหลักสี่ และแยกเกษตร ส่วนสะพานลอยข้ามแยกที่ลาดพร้าวและสุทธิสาร
ประชาชนไม่ยอมให้ทุบ มีการเอาป้ายผ้าขึ้นไปขึง แสดงการคัดค้าน ต่อต้าน
มีคนขึ้นไปนั่งบนสะพานลอยข้ามแยก การทุบสะพานลอยสองแห่งนี้จึงไม่สำเร็จ
ขณะเดียวกัน การก่อสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์
ก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ สร้างปัญหารถติด มีอุบัติเหตุคานหล่น ทำให้มีคนเสียชีวิต

ถึงยุครัฐบาลชวน หลีกภัย รัฐมนตรีคมนาคมชื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ได้พยายามคืนสภาพทางด่วนซุปเปอร์ไฮเวย์ มีการนำเอาอิฐบล็อกมากั้นตรงกลาง
บริเวณสะพานที่ทุบไปแล้ว เพื่อให้รถที่วิ่งตามทางหลวงวิภาวดี 6 เลนตรงกลาง
สามารถเดินทางได้ต่อเนื่องไม่มีจุดตัดข้ามแยก
แล้วใช้วิธีก่อสร้างสะพานลอยกลับทิศทางบนถนนวิภาวดี 2 จุด
อำนวยความสะดวกให้คนสามารถกลับรถบนถนนวิภาวดี
ทั้งที่เกษตรและหลักสี่ ทั้งขาไป-กลับ 4 ตัว

หลังจากนั้น เมื่อมีการจัดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
กระทรวงคมนาคมยุคนั้น โดยนายสุเทพก็ให้สร้าง local road เลียบทางรถไฟ เพื่อให้การจราจรคล่องตัว

พอมาถึงรัฐบาลทักษิณ ก็มีนโยบายย้ายสนามบินดอนเมืองไปรวมอยู่ที่หนองงูเห่า สนามบินสุวรรณภูมิ

กระทั่งก่อนการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ทักษิณสั่งให้ดอนเมืองโทลล์เวย์
เก็บค่าผ่านทาง 20 บาทตลอดสาย เพื่อหวังคะแนนนิยมจากประชาชน

ทางฝ่ายเอกชน ดอนเมืองโทลล์เวย์ อ้างเหตุที่ว่าฝ่ายรัฐได้กระทำการทั้งหลายทำให้ตนเสียหาย
ประสบภาวะขาดทุน ตั้งแต่ย้ายสนามบินดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ
ทำให้ผู้โดยสารน้อยลง สร้างโลคอลโรด ทำให้คนใช้โทลล์เวย์ลดลง
ไม่ปรับปรุงทางด้วยวิธีทุบสะพานลอยสุทธิสารและลาดพร้าว ฯลฯ
 กล่าวหาการกระทำเหล่านี้เป็นการทำผิดเงื่อนไขสัญญากับเอกชน จะไปฟ้องร้อง

4) รัฐบาลทักษิณสมัยที่ 2 ปรากฏว่า มีมติ ครม. 11 เมษายน 2549
เกี่ยวกับข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการขาดทุนของบริษัททางยกระดับ
ในเรื่องการขยายเวลาสัมปทานและการกำหนดอัตราค่าผ่านทาง
ผูกต่อมาถึงยุครัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ มีมติ ครม.10 เมษายน 2550
 เห็นชอบร่างบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวง
ในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ตอน ดินแดง-ดอนเมือง

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 กรมทางหลวงและบริษัททางยกระดับดอนเมือง
ได้จัดทำบันทึกแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวง
ในทางหลวงหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง-ดอนเมือง ฉบับที่ 3/2550
ปรากฏว่า ให้ทางหลวงสัมปทานเดิมและทางหลวงสัมปทานตอนต่อขยายด้านทิศเหนือ
มีอายุสัมปทานเป็นเวลา 27 ปี นับแต่วันที่ลงนามบันทึกข้อตกลง
 (12 กันยายน 2550-11 กันยายน 2577)

เท่ากับว่า ขยายอายุสัมปทานจากเดิมทีเดียวจะสิ้นสุดในปี 2557 ไปเป็นปี 2577

และกรมทางหลวงจะไม่เก็บเงินค่าผ่านทางบนทางด่วนยกระดับช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต
ทั้งขาเข้าและขาออกตลอดอายุสัมปทานนี้ อีกทั้งอัตราค่าผ่านทางที่เรียกเก็บจากยานพาหนะทุกประเภท
ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ และมีผลบังคับใช้ได้ทันที
โดยผู้รับสัมปทาน (บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง) ไม่ต้องขออนุญาตกรมทางหลวงอีก

พูดง่ายๆ ว่า มีผลให้ขึ้นค่าผ่านทางได้ทันที ไม่ต้องขออนุญาตรัฐ และขยายสัญญาไปจนถึงปี 2577

หากเทียบกับสัญญาแรกเดิม ค่าผ่านทางรถเก๋ง 20 บาท ขึ้นราคาได้สูงสุดในปี 2577 เป็นถึง 145 บาท

แถมอนุญาตต่อส่วนขยายจากดอนเมืองไปอนุสรณ์สถานของกองทัพอากาศ
เชื่อมเข้าพหลโยธิน ให้สัมปทานต่อ และต่อระยะทางไปอีกด้วย โดยไม่เปิดประมูลแข่งขัน

ยิ่งกว่านั้น การที่รัฐบาลลงทุนอีก 3 พันกว่าล้าน สร้างสะพานลอยต่อไปจากอนุสรณ์สถาน
บนถนนพหลโยธิน ไปจนถึงรังสิต โดยไม่ขอเก็บส่วนแบ่งรายได้
ค่าผ่านทางจากเอกชน อ้างเฉยๆ ว่าสร้างให้ประชาชนโดยไม่เก็บรายได้
ก็ไม่ต่างกับการ “เตะหมูเข้าปากหมา”

เพราะในความเข้าใจของประชาชนทั่วไป รับรู้ว่าเมื่อวิ่งออกจากดินแดง
หากขึ้นทางยกระดับจ่ายเงิน เมื่อถึงดอนเมืองจะต้องจ่ายอีกครั้ง
บริษัทจะเก็บแพงมาก โดยที่ประชาชนเข้าใจว่าระยะทางยาวไปถึงรังสิต ทั้งๆ ที่
ในความเป็นจริง ส่วนที่ยาวต่อไปถึงรังสิตนั้น คือ
เงินของแผ่นดินที่นำมาลงทุนก่อสร้าง มือใช่เงินเอกชน

ในทางกลับกัน ขาเข้า รถที่มาจากทางรังสิต เมื่อเข้าทางต่อขยายมา
 ก็เสมือนช่วยป้อนคนเข้าสู่ระบบเก็บเงินเอกชน บริเวณดอนเมือง

5) เรื่องนี้ หากมองในมุมของเอกชนถือได้ว่าเป็นลาภก้อนโต
เพราะกิจการทางยกระดับเป็นการลงทุนใหญ่ครั้งแรกครั้งเดียว
ที่เหลือก็เพียงบริหารจัดการ เอกชนย่อมคำนวณการลงทุนตามสัญญาที่ทำตอนต้น
ตามราคาค่าผ่านทางที่สามารถคิดได้ตามสัญญาแรกเดิม
ตามระยะเวลาสัญญาแรกเดิม เมื่อเห็นว่ามีกำไรคุ้มค่า
จึงตัดสินใจเข้ามาลงทุน ดังนั้น การไปขอขยายเวลา ก็เท่ากับ
ขอนั่งเก็บเงินบริหารทางหลวงแผ่นดินต่อไปอีก จากปี 2557 ไปถึงปี 2577
แถมได้ขึ้นค่าผ่านทาง แถมได้มีตัวช่วยป้อนผู้ใช้ทางเข้าสู่ระบบอีกต่างหาก

หากเป็นไปตามสัญญาเดิม เมื่อสิ้นสุดสัมปทาน เอกชนจะต้องยกทางยกระดับทั้งหมดให้แก่รัฐทันที
กรมทางหลวงสามารถบริหารจัดการ โดยอาจจะจัดเก็บค่าผ่านทางบ้างเพื่อบำรุงรักษาเส้นทาง
 หรือจะไม่เก็บค่าผ่านทางเลย เหมือนทางยกระดับถนนบรมราชชนนี ฝั่งธนบุรี
 ที่ไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพราะรัฐเป็นเจ้าของก็ย่อมจะทำได้

สิ่งที่เกิดขึ้น กรณีดอนเมืองโทลล์เวย์
จึงเป็นการเอาเปรียบประเทศชาติอย่างชัดเจนที่สุด


6) ทั้งหมดนี้ ดำเนินการโดยอ้างว่า จะแลกกับการดอนเมืองโทลล์เวย์จะไม่ฟ้องรัฐ ทั้งทางแพ่งและอาญา

ปรากฏว่า บริษัทเอกชนคู่สัญญาไม่ฟ้อง แต่บริษัทสัญชาติเยอรมัน “บริษัท วอเตอร์บาวน์ เอจี จำกัด”
ผู้รับเหมาจากประเทศเยอรมนี หนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)
ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยทำผิดสัญญา แล้วเหิมเกริมถึงขนาดเคยกับยึดเครื่องบินพระที่นั่งไว้ที่เยอรมนี
จนรัฐบาลอภิสิทธิ์ (ขณะนั้น) ต้องไปดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้

7) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันไม่ต้องยื่นอุทธรณ์
 แม้รัฐบาลในอดีตจะถูกศาลปกครองชี้ว่ามติ ครม.ในอดีตไม่ชอบก็ตาม
เพราะเห็นว่าการอุทธรณ์จะทำให้ประชาชนเสียโอกาสได้ประโยชน์

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า“ครม.ก่อนนั้น
 มีความประสงค์อยากได้คะแนนเสียง จึงขอให้ลดอัตราการเก็บค่าผ่านทางลง
และเมื่อได้รับการเลือกตั้ง จึงออกเป็นมติครม.เพื่อให้การชดเชยแก่บริษัทดอนเมืองโทลล์เวย์
ที่ได้เคยลดค่าผ่านทางไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียประโยชน์ไปฟ้องร้องคดี
โดยครั้งแรกศาลยกฟ้อง และครั้งที่ 2 มีการฟ้องร้องอีกแต่แพ้คดี
ดังนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดจึงทำหนังสือแจ้งว่าที่ศาลตัดสินมานั้น
ขอให้รับตามนี้ไม่ต้องอุทธรณ์ แต่ที่ประชุมครม.รับทราบ
ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมว่าเป็นแบบนั้นไม่ได้
 เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้รวนไปทั้งระบบ”

แสดงว่า อัยการสูงสุดเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์
แต่เหตุที่จะยื่นอุทธรณ์เพราะความเห็นของกระทรวงคมนาคม
ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่เป็นปัญหานั่นเอง

ประเด็นนี้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ควรพิจารณาให้รอบคอบรอบด้าน
โดยถือประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นหลัก

ผมเห็นว่า ไม่ควรอุทธรณ์ เพราะประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์แล้ว
 หลังจากนี้ ก็ดำเนินการให้กลับไปใช้ตามสัญญาสัมปทานเดิมที่ยังไม่แก้ไข

Cool นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม อ้างว่า “ต้องอุทธรณ์
เราจะไปมีมติเพิกถอนมติ ครม.เดิมไม่ได้ เก็บเงินมาแล้วจะจ่ายเงินคืนใคร”

ผมเห็นว่า เงิน 4,121 ล้านบาท ที่เอกชนเก็บมาจากผู้บริโภคเกินกว่าสัญญาสัมปทานเดิมนั้น
แม้จะไม่สามารถไปหาตัวผู้บริโภคที่จ่ายเงินไปแล้วในรายละเอียดว่าใครจ่ายเท่าใด
เพื่อจะได้คืนเงินเป็นรายคนทั้งหมด แต่มีหนทางที่ทำได้ คือ
การขอฉันทามติจากประชาชน ว่าถ้ารัฐบาลจะนำไปเป็นกองทุนในการพัฒนาการจราจร
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยแก้ไขเยียวยาการจราจรใน กทม.ให้คล่องตัวขึ้น
เช่น ลงทุนระบบราง ทางยกระดับข้ามทางแยกทางร่วม ผมเชื่อว่า
ประชาชนจะยืนดี แม้ผมเองเคยใช้บริการอยู่บ้าง
ไม่มากนัก ก็ยินดี และเชื่อว่าคนทั่วไปก็คงยินดี

แนวทางหนึ่งในทางที่รัฐบาลควรพิจารณาหลังจากนี้ คือ
การขอให้มีการบังคับคดี เพื่อให้ดอนเมืองโทลล์เวย์เก็บค่าผ่านทางในอัตราเดิม
ก่อนจะขึ้นราคาโดยมติ ครม.ที่มิชอบ

หากรัฐบาลไปขออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว
ก็น่าจะมีการร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวให้ระหว่างนี้ประชาชน
ได้จ่ายค่าผ่านทางในอัตราเดิม ตามแนวทางคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง
ในระหว่างรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

นั่นคือ 35 บาทสำหรับรถสี่ล้อ และ 65 บาทสำหรับรถเกินหกล้อ

9) บทเรียนจากกรณีนี้ ทำให้เห็นว่า เป็นโครงการที่มีปัญหาแต่เริ่มต้น
ยุครัฐมนตรีจอมโปรเจกท์ สมัยมนตรี พงษ์พานิช ทำสัญญาสัมปทานที่ดูจะเอื้อประโยชน์
และไม่ยืนข้างประชาชนผู้ใช้ทาง ตั้งแต่จะให้ไปทุบสะพานลอยทั้ง 4 แห่ง
 ประชาชนลุกขึ้นมาขัดขวาง ประชาชนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ เอกชนยังขึ้นค่าผ่านทาง
ยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจที่จะขึ้นไปใช้บริการทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์
ทำให้เอกชนขาดทุน ประชาชนพยายามใช้ด้านล่างของถนนวิภาวดีรังสิต
 ยิ่งทำให้ดอนเมืองโทลล์เวย์ขาดทุนตลอดมา

ยิ่งขึ้นราคา ยิ่งขาดทุน

ยิ่งดำเนินการฟ้องร้อง ตอบโต้กับการที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้ประชาชน
อำนวยความสะดวกให้ประชาชน บรรเทารถติด สร้างถนน local road
ก็ยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจเอกชน
เพราะดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงกันข้ามกับประโยชน์สาธารณะ

ประชาชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ต่อสู้ไปถึงศาลปกครอง
สะท้อนให้เห็นพลังของภาคประชาสังคม
ยากที่การเมืองสามานย์และทุนสามานย์
จะรวมหัวกันฮุบประโยชน์สาธารณะง่ายๆ

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

Cr. http://www.naewna.com/
บันทึกการเข้า
e21fnw-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน862
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2223


สนับสนุนคนดีให้ปกครองบ้านเมือง

ta21fnw@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 21, 2015, 12:01:44 PM »

ผมทำงานอยู่ที่หอบังคับการ ทางด่วนทางยกระดับอุตรภิมุข สมัยนั้นเปิดทดลองใช้ และ ต่อมาเก็บค่าผ่านทาง ๑๐ บาท ได้ไม่นาน รัฐบาลทักษินทำประชานิยมยกเว้นค่าจัดเก็บในส่วนของกรมทางหลวง ทำให้รัฐเสียหาย และ ต่อมาก็ยกเลิกด่าน จบกันสำหรับผมอาชีพหน่วยงานราชการ อีกทั้งพวกมันแก้ไขสัญญาสัมปทานอวยกันเข้าไป

ทุกท่านรู้ไหมว่าอุปรกณ์ทั้งหมด ระบบทั้งหมดที่ยกเลิกไป มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ภาษีของทุกท่าน

เพียงเพื่อประชานิยม และ เอื้อกับกลุ่มทุนดอนเมืองโทล์เวย์  และเป็นภาระแก่้ผู้ใช้ทางมาจนทุกวันนี้ 
บันทึกการเข้า

สมาธิมี  ปัญญาเกิด
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1849
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11796


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2019, 04:17:28 PM »



เตรียมขึ้นค่าทางด่วน"ดอนเมืองโทลล์เวย์"ปลายปีนี้

อัตราค่าผ่านทาง ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ จะปรับจาก 70 บาท เป็น 80 บาท,
รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 100 บาท  ปรับเป็น 110 บาท
ส่วนช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ ปรับจาก 30 บาท เป็น 35 บาท,
รถมากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 40 บาท เป็น 45 บาท
และตลอดเส้นทาง รถ 4 ล้อ จาก 100 บาทปรับ 115 บาท,
รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 140 บาท ปรับเป็น 155 บาท
อีกทั้งจะมีการปรับราคาอีก 2 ครั้ง คือ
วันที่ 22 ธ.ค. 2567 และใน 22 ธ.ค. 2572
***********************************************************

ชำแหละค่าโง่โทลล์เวย์ สัญญารัฐที่ประชาชนเสียเปรียบ

https://hilight.kapook.com/view/46373

******************************************************

สัมปทานจะหมดก็ต่อให้เขาอีก

จำได้ว่าในสัญญาก่อนการก่อสร้างโทลเวย์สมัยนั้น 
มีการบีบไม่ให้สร้างสะพานข้ามแยกตัดวิภาวดี 
และไม่ให้สร้างเส้น Local Road (คู่ขนานวิภาวดี)ในตอนนั้น 
เพื่อต้องการให้เกิดการจราจรที่คับคั่ง
และจุดตัดสี่แยกบนเส้นวิภาวดีพื้นล่าง 
ผู้ใช้รถจะได้เลือกมาขึ้นมาเสียเงินบนโทลย์เวย์


ส่วนในสมัยทักกี้ราคาโทลล์เวย์ลดลงมาเหลือ 20 บาทใกล้หมดสัมปทาน
เรียกว่าได้ใจคนรังสิต ปทุมธานีไปเต็มๆ   
แต่หลังปฎิวัติปี 49 รัฐบาลขิงแก่ต่ออายุสัมปทานให้อีก 30 ปี
ราคาก็เลยดีดขึ้นมาเป็น 85 บาท เต็มๆ ฮ่าๆๆๆ


ถ้ารัฐบาลขิงแก่ไม่ต่ออายุสัมปทาน ป่านนี้คนไทยใช้ฟรีไปแล้ว

**************************************************************
แจงรัฐผิดสัญญาจนต้องขยายสัมปทานโทลล์เวย์

https://www.sanook.com/news/870742/

*****************************************************************

เทียบค่าผ่านทาง 'โทลล์เวย์' กับ 'ทางด่วนขั้น 1' แพงกว่าหรือถูกกว่า?

https://www.thairath.co.th/content/470417


สัจจะธรรมของ
ประเทศสารขัณฑ์
คนอ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อผู้ที่แข็งแรง
เหมือนลูกไก่ อยู่ในกำมือ กู

 try!!
บันทึกการเข้า
ช่างเล็ก(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน1342
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17301


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2019, 08:14:59 AM »

บันทึกการเข้า
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1849
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11796


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2019, 09:52:00 AM »

ทล. ดันลงทุน ”โทลล์เวย”ต่อขยายรังสิต–บางปะอิน 4 หมื่นล.
ชงPPPปลายปี62-ทะลวงคอขวดพหลโยธิน

“กรมทางหลวง” ดัน PPP
ต่อขยาย”โทลล์เวย” ช่วงรังสิต – บางปะอิน 18 กม.
วงเงิน 4 หมื่นล. เปิดฟังเสียงนักลงทุน ไทย/เทศ
คาดสรุปชงกก.PPPปลายปีนี้ เปิดประมูลก่อสร้างปี 64 ให้บริการปี 68 เก็บ 60 บ.ตลอดสาย
เผยไม่กระทบข้อพิพาททางแข่งขันของกทพ.

เล็งหลังปี 77 เข้าบริหารโทลล์เวย์ตลอดสาย จากดินแดง-บางปะอิน

วันนี้(26ส.ค.)
กรมทางหลวง(ทล.) ได้จัดสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชน (Market Sounding)
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง
ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต – บางปะอิน
เพื่อระดมความเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนในการพิจารณา
รูปแบบการร่วมลงทุนโครงการ โดย นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)
กล่าวว่า ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข
หรือดอนเมืองโทลล์เวย์ ช่วงรังสิต – บางปะอิน
ระยะทาง 18 กม. มูลค่าโครงการ 39,956 ล้านบาท
ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธาและระบบ 28,135 ล้านบาท
และค่าบริหารจัดการ ค่าบำรุงรักษา
ตลอดสัญญา (30 ปี) 11,821 ล้านบาท
ซึ่งคาดว่าจะสรุป เสนอกระทรวงคมนาคม
และคระกรรมการ PPP ปลายปี 2562หรืออย่างช้าต้นปี 2563

เปิดประมูลหาผู้ร่วมทุนในปี 2563 – ต้นปี 2564 ก่อสร้าง 3 ปี (2565-2568)

ทั้งนี้ ตามแผนโครงการจะเปิดให้บริการหลังปี 2568
ซึ่งจะไม่มีผลต่อปัญหาข้อพิพาทเรื่องทางแข่งขัน
ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และ
บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ หรือ NECL แต่อย่างใด
เนื่องจากสัญญา โครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด จะสิ้นสุดช่วงปี 2569

ทั้งนี้ การศึกษาประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ(EIRR) 13%
ขณะที่ได้เสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้ว
ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ
พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)คาดว่าจะได้รับการพิจารณาในปีนี้
นอกจากนี้โครงการมีความพร้อมที่จะนำเสนอขออนุมัติ
เนื่องจากมีการออกแบบแล้ว มีการเวนคืนน้อย
เนื่องจากใช้แนวเกาะกลางถนนพหลโยธินก่อสร้าง
โดยจะเวนคืนประมาณ 9 ไร่ (จำนวน 9 แปลง)
บริเวณที่เป็นแลมป์เชื่อมต่อกับโครงการมอเตอร์เวย์ (บางปะอิน-นครราชสีมา)
ที่ปลายสายทาง ค่าเวนคืนประมาณ 100 ล้านบาท

โดยจากการศึกษาแนวโน้ม การร่วมลงทุนกับเอกชน
ในรูปแบบ PPP Gross Cost จะเหมาะสม
และเกิดความคุ้มค่าในการลงทุน

โดยอัตราค่าผ่านทางสูงสุดที่ 60 บาทตลอดสาย

หรือเฉลี่ย 2-3 บาทต่อกม. เพราะถือเป็นมอเตอร์เวย์ในเมือง
ส่วนนอกเมือง เช่น สายบางปะอิน-นครราชสีมา
คิดค่าผ่านทางเฉลี่ย 1.25 บาทต่อกม.
ส่วนสายบางใหญ่-กาญจนบุรี เฉลี่ยที่ 1.5 บาทต่อกม.

ขณะที่ ปัจจุบันปริมาณจราจรบนถนนพหลโยธิน
ในช่วงดังกล่าวมีจำนวนสูงถึง 2 แสนคันต่อวัน
ซึ่รถติดอย่างมาก และคาดว่า จะมีรถขึ้นไปใช้
ทางยกระดับประมาณ 20% ซึ่งตลอดสายทางมีจุดขึ้น-ลงจำนวน 8 แห่ง
และการที่เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา
จะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวก
และแก้ปัญหาคอขวดบนถนนพหลโยธิน

@ เล็งหลังปี 77 บริหารโทลล์เวย์เองตลอดสาย จากดินแดง-บางปะอิน

นอกจากนี้ ทล.ยังให้ศึกษา เพื่อเตรียมรองรับกรณีสัญญาสัมปทาน
บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด
ช่วงดินแดง-อนุสรณ์สถาน ระยะทาง 20.897 กม.
สิ้นสุดในปี 2577

เพื่อจะบริหารจัดการโครงการเองตั้งแต่
ดินแดง- อนุสรณ์สถาน , อนุสรณ์สถาน –รังสิต ระยะทาง 7.327 กม.
และส่วนต่อขยาย จาก รังสิต – บางปะอิน 18 กม.
เป็นโครงการเดียวตลอดสาย 46.224 กม.
ซึ่งจะมีการลงทุนในการปรับปรุงระบบที่เก่าให้ทันสมัย
รวมถึงซ่อมบำรุงทั้งหมด
ดังนั้นเป็นไปได้ที่อาจจะมีการกำหนดอายุสัญญา
ในส่วนต่อขยาย จาก รังสิต – บางปะอิน ระยะ 10-15 ปี
เพื่อให้สิ้นสุดพร้อมๆ กับสัญญาดอนเมืองโทลล์เวย์ ปี 2577

สำหรับ โครงการทางยกระดับอุตราภิมุข
ส่วนต่อขยาย จาก รังสิต – บางปะอิน
มีจุดเริ่มต้นที่ปลายทางยกระดับอุตราภิมุขปัจจุบัน
บริเวณทางแยกต่างระดับรังสิต
(ประมาณ กม.33+924 ของถนนพหลโยธิน)
จุดสิ้นสุดโครงการอยู่ที่บริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน
(ประมาณ กม.1+880 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32)
ซึ่งสามารถเชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่ทางหลวงพิเศษ
ระหว่างเมืองสายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6)
รวมระยะทางประมาณ 18 กม.
ครอบคลุมพื้นที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
และอำเภอบางปะอิน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการแบ่งขอบเขตการลงทุนออกเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 งานออกแบบและก่อสร้างโครงการ ภาครัฐ/เอกชน
เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างงานโยธา ช่วงรังสิต-บางปะอิน
และเอกชนติดตั้งงานระบบตลอดทั้งโครงการ
โดยครอบคลุมช่วงรังสิต-บางปะอิน และช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต
(ซึ่งเปิดให้บริการในปัจจุบัน) โดยภาครัฐเป็นผู้จัดหาที่ดิน

ระยะที่ 2 ดำเนินงานและบำรุงรักษา เอกชนเป็น
ผู้ดำเนินงานและบำรุงรักษาทั้งโครงการตลอดระยะเวลาสัญญา
(ครอบคลุมช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต-บางปะอิน)
โดยกำหนดกรอบระยะเวลาร่วมทุนไม่เกิน 33 ปี
แบ่งเป็นระยะออกแบบและก่อสร้างโครงการ 3 ปี
และระยะเวลาดำเนินงานและบำรุงรักษาไม่เกิน 10 - 30 ปี

Cr: https://mgronline.com/business/detail/9620000081689

 ดีใจจัง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Please follow the new website at https://www.pohchae.com

Valid CSS!