Custom Search
อีกไม่เกิน 15 ปีระบบผลิตไฟฟ้าและการขนส่งในปัจจุบันจะเจ๊ง” นักวิชาการ U. Stanford
LSVคลังสมองออนไลน์ "ปีที่14"
ธันวาคม 16, 2017, 06:34:38 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อีกไม่เกิน 15 ปีระบบผลิตไฟฟ้าและการขนส่งในปัจจุบันจะเจ๊ง” นักวิชาการ U. Stanford  (อ่าน 1296 ครั้ง)
eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1737
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11305


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2016, 10:12:19 AM »






ผมเองยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ผมได้ฟังการบรรยายของผู้เขียน (Tony Seba)
ซึ่งได้รับเชิญจากองค์กรต่างๆ จากหลายทวีปมาหลายรอบแล้ว
 ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับผู้เขียน และอยากให้สังคมไทยได้ศึกษาและจริงจังกับเรื่องนี้ให้มากๆ
       
        แต่ในขณะที่ชาวโลกกำลังประชุมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนซึ่งเป็นเรื่องความเป็นความตายและเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชาวโลก
แต่ดูเหมือนว่าทางราชการของประเทศไทยเรา รวมทั้งสื่อกระแสหลักไม่ได้ใช้โอกาสนี้เพื่อการเรียนรู้
และปรับตัวเองอย่างเอาจริงเอาจังเท่าที่ควรสื่อหลายรายการที่เป็นการพูดคุยถกเถียงแทนที่จะยกเอาเรื่องโลกร้อนมาพูดคุยกัน
ในโอกาสที่สำคัญนี้เพื่อให้เป็นกระแสสังคม แต่กลับนำเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าและสามารถรอเวลาอื่นได้มาพูดกัน
สรุปแล้วก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อนนั่นเอง
       
        ผมใช้คำว่า “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ซึ่งพจนานุกรมฉบับหนึ่งให้ความหมายว่า
 “ภาวะหรือเหตุการณ์ที่อยู่ในระยะต่อกันถือว่าเป็นตอนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพหรือความคิดเป็นต้น
เช่น วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่”
สิ่งที่ผมหมายถึงก็คือ เป็นจังหวะก้าวสำคัญที่ “วัยรุ่น” หรือ โลก หรือ ประเทศ
จะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างถาวร
       
        หลายท่านอาจจะคิดว่า ผลการประชุมครั้งนี้อาจจะไม่มีอะไรต่างกับครั้งก่อนๆ
คือไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ครั้งนี้ผมมั่นใจว่าจะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาครับ
เพราะถ้าไม่เอาจริงแล้ว ชาวโลกก็จะตายหมู่ด้วยภัยพิบัติและวิกฤตต่างๆ อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็เดินยุทธศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
คือรณรงค์ให้ถอนการลงทุนจากพลังงานฟอสซิลซึ่งเป็นต้นเหตุของโลกร้อนอย่างได้ผลมากจริงๆ
       
        กลับมาเน้นดูประเทศไทยเราครับ ผมได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อเสนอของประเทศไทยไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า
“เต็มไปด้วยกลลวงและหละหลวมมาก”
กล่าวคือด้านหนึ่งไปนำเสนอแผนที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงๆ และหลอกลวงชาวโลก
แต่อีกด้านหนึ่งก็กำลังรณรงค์ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่
และขนาดใหญ่มากคือ 2,200 เมกะวัตต์ (ซึ่งถือว่าเป็น Ultra Mage Power Plant) ที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
ในช่วงใกล้ๆ นี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของชาวบ้านและภาคธุรกิจการท่องเที่ยว
ซึ่งก็ไม่เคยปรากฏมาก่อนอย่างไม่เกรงและอายต่อกระแสโลก
       
        ที่สำคัญกว่านั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินได้กลายเป็นสิ่งที่ตกยุคไปแล้ว
แต่ทางราชการไทยกำลังจะฝืนสร้างขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า
 เพียงเพื่อตอบผลประโยชน์ของกลุ่มทุนบางกลุ่มเท่านั้นเอง
โดยจะเป็นภาระกับสังคมไทยในอนาคต คล้ายๆ กับกรณีโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่ได้

       
        ผมจะลำดับเรื่องเทคโนโลยีและบูรณาการองค์ความรู้ที่ผมได้ศึกษามาก่อน
กับเรื่องราวในหนังสือของ Tony Seba เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
       
       หนึ่ง บทสรุปในหนังสือของ Tony Seba
       
        เขาได้กล่าวถึงเทคโนโลยี 8-10 ชนิดที่เรียกว่าเป็น “Disruptive Technology” ซึ่งหมายถึง
เทคโนโลยีที่พลิกโครงสร้างธุรกิจ อุตสาหกรรมและสังคมในเวลาอันรวดเร็ว
เทคโนโลยีเก่าจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งผมขอใช้คำว่าเป็น “เทคโนโลยีที่พลิกโฉมโลก”
เทคโนโลยีดังกล่าวได้แก่ โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนต เป็นต้น
       
        รถม้าได้ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ ฟิล์มถ่ายรูปโกดัก ได้ถูกแทนที่ด้วยกล้องดิจิตอล
โทรศัพท์บ้านได้ถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งเราทั้งหลายต่างก็ทราบดีและยอมรับกันมาแล้ว
แต่เมื่อมองไปข้างหน้า คุณ Tony Seba ได้สรุป ดังนี้
       
        1. รถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มเบียดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในปี 2017-2018
       
        2. ภายในปี 2030 รถยนต์ใหม่ทั้งหมดจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
       
        3. น้ำมันจะตกยุคภายในปี 2030
       
        4. ภายในปี 2030 ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์จะมีราคาที่เขาเรียกว่า “GOD Parity” (ราคาเทียบเท่ากับพระเจ้า)
ซึ่งหมายถึง ต่อให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ มีค่าเท่ากับศูนย์
ก็ยังแพงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา
เพราะว่าต้นที่เกิดจากสายส่งและการบริการ (Transmission and Distribution)
แพงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้บนหลังคา
       
        จากการค้นคว้าของผมเองและเคยเขียนไปแล้วว่า ในปี 2015
ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาใน 46 เมืองใหญ่ จาก 50 เมืองใหญ่
ผลตอบแทนจากการติดโซลาร์เซลล์สูงกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นี่แค่ปี 2015 เท่านั้นนะ
แล้วในปี 2030 จะเกิดอะไรขึ้นในเมื่อต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงประมาณ 10% ต่อปี
       
        ในประเทศไทยเราเอง ราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาจะถูกไฟฟ้าจากสายส่ง
การลงทุนติดโซลาร์เซลล์จะคุ้มทุนภายใน 7-8 ปี
โดยไม่ต้องการช่วยเหลือจากรัฐ ขอเพียงอย่ากีดกันเท่านั้นเป็นพอ
       
        สอง ด้านประสิทธิภาพพลังงานของเทคโนโลยี
       
        เหตุผลสำคัญที่คุณ Seba ใช้ในการศึกษาก็คือประสิทธิภาพพลังงานในรถยนต์ที่เผาไหม้ภายใน
พบว่าพลังงานประมาณ 80% ของพลังงานที่ใส่เข้าไปจะกลายไปเป็นความร้อนที่หม้อน้ำ (ซึ่งเราทราบกันดีแล้ว)
ที่เหลืออีกประมาณ 20% เท่านั้นที่ทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้
แต่ในกรณีรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งใช้มอเตอร์มันจะสลับกันครับ



  ในกรณีการผลิตไฟฟ้าก็เช่นเดียว เทคโนโลยีที่มนุษย์ใช้กันอยู่นั้นได้สูญเปล่าในทันทีถึง 62%
ตั้งแต่ต้มน้ำแล้ว (ดูภาพประกอบ) ยังไม่คิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่พืชใช้เทคโนโลยีสังเคราะห์แสงซึ่งเป็นแบบเดียวกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มาตั้งนานแล้ว
       
        มันช่างน่าหัวเราะเยอะเย้ยไหม กับมนุษย์ที่ชอบอ้างว่าตนฉลาดกว่าเผ่าพันธุ์อื่น?
       
       สาม Tony Seba พยากรณ์อย่างไร?
       
        ในการคาดหมายอนาคต นักวิชาการจะใช้ข้อมูลในอดีต
แล้วพยากรณ์ไปข้างหน้า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มีข้อมูลมากมายหลายแหล่ง
 แต่เพื่อให้กระชับผมขอยกข้อมูลจากกรมพลังงานของสหรัฐอเมริกามาอ้างแทน
ดังสไลด์ข้างล่างซึ่งผมไม่ขอลงรายละเอียดให้ท่านที่ไม่ถนัดต้องปวดหัวเล่น



คุณ Seba ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของราคารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นค่าแบตเตอร์รี่
ดังนั้น เมื่อราคาแบตเตอร์รี่ลดลงในอัตราขนาดนี้ ลองคิดดูว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าจะลดลงขนาดไหน
ที่เห็นในกราฟราคาแบตเตอร์รี่ในปี 2014 เท่ากับ $300 ต่อกิโลวัตต์ (รถ 1 คันใช้ประมาณ 40-50 กิโลวัตต์)
ในปี 2024 จะเหลือเพียง $100 ต่อกิโลวัตต์เท่านั้น
       
        นอกจากนี้คุณ Seba ยังให้ข้อมูลว่า ในขณะที่รถยนต์ธรรมดาที่ใช้น้ำมันจะมีชิ้นส่วน
ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ถึงประมาณ 2 พันชิ้น ซึ่งทำให้สึกหรอและต้องซ่อมบ่อย
แต่รถยนต์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนดังกล่าวเพียง 18 ชิ้นเท่านั้น

และในระยะทางที่เท่ากันราคาเชื้อเพลิงของรถยนต์ไฟฟ้าก็ถูกกว่าราคาน้ำมันหลายเท่าตัว
       
        ที่สำคัญกว่านั้น ไฟฟ้าที่ใช้ในชาร์จรถยนต์มาจากโซลาร์เซลล์ผลิตเองจากหลังคาบ้าน
       
        สี่ การคาดหมายของอดีตรัฐมนตรีน้ำมันของประเทศซาอุดีอาระเบีย
       
        นอกจากเหตุผลของคุณ Seba แล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่ง
ได้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อปี 2000 หรือเมื่อ 15 ปีมาแล้ว
 เขาผู้นั้นคือ Ahmed Zaki Yamani ซึ่งเขาอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ถึง 1986
       
        ในช่วงกลุ่มประเทศโอเปกขึ้นราคาน้ำมันในปีเดียวถึง 4 เท่าในปี 2516
เขาก็อยู่ในอำนาจและกล่าวกันว่า
เขาคือผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกในขณะนั้น เขากล่าวว่าอย่างนี้ครับ
       
        “สามสิบปีจากนี้ไปจะมีน้ำมันเหลือเฟือแต่ไม่มีคนซื้อ 30 ปีจากนี้
จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำมัน น้ำมันจะถูกเก็บเอาไว้ใต้ดิน ยุคหินสิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะเราขาดแคลนหิน
และยุคน้ำมันจะสิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะเราขาดแคลนน้ำมัน
(เขาหยุดพูดชั่วขณะพร้อมกับสั่นหัวแล้วพูดต่อไปว่า)
 ผมเป็นชาวซาอุฯ ผมรู้ว่าเราจะพบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในอนาคต”
       
        ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงจาก $140 ลงมาเหลือ $40 เหรียญในปัจจุบัน
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความล้าสมัย
ตกยุคของน้ำมันแล้วก็เป็นไปได้
       
        งานเขียนของคุณ Tony Seba ยังมีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายอีกเยอะครับ
 ผมจะค่อยๆ เขียนถึงในโอกาสต่อไป วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนครับ
เพราะผมอยู่ในระหว่างการเดินทางในเขตที่หาอินเทอร์เน็ตยาก
จึงต้องรีบส่งบทความตามสัญญาใจของผมเองว่าจะเขียนทุกสัปดาห์

Cr: http://www.manager.co.th/

................... ................... ................... .........

สรุปการบรรยายวันก่อนโดยTony Seba ที่มาเมืองไทย
ต้น พ.ค.59.

เชื่อไหมว่าในระยะ10-15ปีข้างหน้า
เราอาจเห็นการล้มละลายของ  Toyota Honda Nissan
และ รวมถึงPTT ถ้ารับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงไม่ทัน

😀Energy storage
  ที่ถูกลงมหาศาลและมีความสามารถสำรองไฟให้ใช้ได้ในระดับเป็นจังหวัด

😀Electric Vehicle
เครื่องยนต์ให้ใช้พลังงานเอามาขับเคลื่อนรถเพียงร้อยละ20
ขณะที่รถไฟฟ้าเอาพลังงานมาใช้มากกกว่าร้อยละ80
ชิ้นส่วนเคลื่อนที่ในรถปัจจุบันมีพันชิ้นขณะที่รถไฟฟ้ามีเพียงไม่เกิน20ชิ้น
Self-driving car
รถจะวิ่งเองได้

😀Solar PV
จะราคาถูกลงจนใครๆก็ติดบนทุกหลังคาในระยะคืนทุนที่สั้นมากๆ
และเก็บใส่แบตไว้ใช้ตอนกลางคืนและเอาไปเติมไฟรถ

ด้วยบริษัทแบบอูเบอร์จำนวนมากในอนาคต
หลังจากรถยนต์วิ่งมาส่งเราแล้ว เราก็ใช้มันวิ่งหาเงินเองให้เรา
รถยังเติมแบตจากไฟที่มาจากโซลาร์เซลล์
เทียบเท่าไฟฟ้าฟรี แล้วใครจะใช้รถเติมน้ำมัน ความตัองการน้ำมันลดลงมหาศาล
 ความต้องการรถยนต์น้อยลงเพราะคนใช้รถแท๊กซี่แบบอูเบอร์
(ที่ราคาต่อกม.ถูกกว่าปัจจุบันเพราะไม่มีคนขับและไฟฟรี)
และบริษัทเทคโนโลยีอย่างเทสล่า ไมโครซอฟท์ แอปเปิลมาแข่งผลิตรถแทนบริษัทรถยนต์เดิมๆ

และทั้งหมดเปลี่ยนเมื่อถึงช่วงกลางS-Curveจะฆ่าธุรกิจเดิมในอัตราที่เร็วมาก

และที่กล่าวมาทั้งหมดจะเกิดภายในปี2030ครับ

บรรยายโดย Mr.Tony Seba ที่พารากอนฮอล์ในงานประจำปี
สถาบันปิโตรเลียม วันที่ 5 พค. 2016
เล่นเอา รมต. ผู้บริหารบริษัทปิโตรเลียมช็อคไปตามๆ กัน

ความรู้สึกเหมือนอ่าน"As Future Catch You" ภาคย้อนอดีต

"As Future Catch You" แปลว่า เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ



บันทึกการเข้า

eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1737
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11305


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2016, 10:28:29 AM »

หนังสือ เมื่อ อนาคตไล่ล่าคุณ

As The Future Catches You
: How Genomics & Other Forces are Changing Your Life, Work, Health & Wealth

by   Juan Enriquez    (2001 : 260 หน้า)

สรุปย่อโดย ดร.สุรเจต ไชยพันธ์พงษ์
จาก www.ctech.ac.th

................... ................... .............

Digital Code ซึ่งประกอบไปด้วย Code 0-1-0-1 …
แต่สามารถสร้างสรรข้อมูล ข่าวสาร และสิ่งต่างๆ บนโลกนี้ได้มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, Computer, TV, Music และทำให้ประเทศเล็กๆ
เช่น ไต้หวัน, ฟินแลนด์, สิงคโปร์ ร่ำรวยอย่างมหาศาล
เป็นเพราะประเทศเหล่านี้เข้าใจ "Change" และมี "Technology Literacy" ในระดับสูง

ในปี 1995 มนุษย์สามารถถอดรหัสภาษาของ Genetic Code
ซึ่งมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย, แมลง, พืช, สัตว์ และมนุษย์
โดย Genetic Code นี้ จะประกอบด้วยตัวอักษรใหญ่ 4 ตัว คือ A-T-C-G
เหมือนโครงสร้างภาษาของ Digital Code

ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ ผู้ที่เข้าใจ Genetic Literacy ( Code : A-T-C-G )
และสามารถใช้ประโยชน์จากการคิดค้น Code เหล่านี้ได้เหมือน Digital Code ( 0-1-1-0-0-1-1… )
อาจสามารถสรรสร้างสิ่งต่างๆ ได้อย่างมหาศาล
"If you change this code, just as if you change the code in floppy disk or on a CD,
you change the message, the product and the outcome."

ตัวอย่างการรักษาโรคในปัจจุบันซึ่งเป็น Treatment แบบ "Emergency Prevention"
ก็จะเปลี่ยน ไปสู่แบบ "Deliberate and Personalized Prevention" เหมือนการรักษาฟัน
(ที่เน้นในเรื่องป้องกัน เช่น การขูด หินปูน, การอุดฟันรักษารากฟัน หรือเคลือบฟลูออไรด์ เป็นต้น)
โดยการปรับจาก Genetic Code นี้ ยารักษาโรค ก็จะไม่ใช่แบบ "ต้องกิน ต้องฉีด"
แต่จะเป็นแบบผสมในอาหาร น้ำดื่ม เครื่องสำอาง หรือกระทั่งสบู่ที่ใช้อาบน้ำ ในชีวิตประจำวัน

จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลย หากวันนี้ P&G กำลังคิดที่จะ Merge รวมกับบริษัทยายักษ์ใหญ่
หรือ บริษัท L'oreal ซึ่งมีการจ้าง "Molecular Biologist" เข้าทำงานมากขึ้น
และบริษัทอย่าง Mosanto, Dupont, Novartis, IBM, Hoechst, Compaq,
GlaxoSmithKline ซึ่งมี Core Business แตกต่างกัน
จึงกำลังคิดเรื่อง Partnering … Merging ... Growing

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2001 มนุษย์ประสบผลสำเร็จในการค้นพบ "แผนที่พันธุกรรมของมนุษย์"
ซึ่งจะ มีผลทำให้พัฒนาการบนโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทีเดียว
แผนที่พันธุกรรมนี้จะประกอบไปด้วย Code ต่างๆ
คือ A-T-C-G ซึ่งก็เป็น Genetic Code เช่นกัน

ดังนั้น แผนที่ที่ทุกคนสนใจในขณะนี้จึงไม่ใช่ World Map
(ซึ่งประกอบไปด้วยทวีป แม่น้ำ ทะเล ภูเขา หรือเมืองต่างๆ) แต่เป็น Genetic Map

"These map are changing the way we look at all life
because they provide blueprint crucial to almost every business."

วันที่ 31 มกราคม 2001 รัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎหมาย
รับรองการ Cloning ชิ้นส่วนตัวอ่อนของ มนุษย์แล้ว

Lack of technology literacy is one of the reason of the gap between the richest
and the poorest countries in the world which is growing so quickly …
Why there is a 390 : 1 gap.

................... ................... ............


2: The 390 : 1 Gap

ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่หลายประเทศในอดีตกาล บัดนี้ได้ล่มสลายไป
หรือไม่ก็ไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้อย่างยิ่งใหญ่อีกแล้ว เช่น

คศ. 1200 ขอม (หรือ เขมรปัจจุบัน) ถือเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ร่ำรวยประเทศหนึ่งของโลก เช่น นครวัด
คศ. 1500 เปรู และเม็กซิโก เหนือกว่ายุโรปมาก
คศ. 1600 Switzerland of the Middle East คือ เลบานอน และ Switzerland of Africa คือ ยูกันดา

แต่ด้วยสงครามเผ่าพันธุ์ และการเมืองภายในกันเอง และละเลยเรื่องของ "การพัฒนาเทคโนโลยี"
ประเทศ หรืออาณาจักรเหล่านี้หลายแห่งก็สูญสลายไป หรือไม่วันนี้ก็ยากจนมาก

หรืออย่างในปี 1840 โลกเพิ่งเริ่มต้นยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ประเทศจีน และอินเดียครองสัดส่วนการค้าทั้งโลกนี้ถึง 40%
โดยสินค้าหลัก คือ ผ้าไหม เพชรพลอย และมรกต

แต่ในขณะเดียวกันฟากฝั่งยุโรปและอเมริกา เริ่มต้นการพัฒนาอุตสาหกรรม
โดยการ "Industrialize and Standardize" ซึ่งจีนและอินเดียไม่ได้ทำ
สัดส่วนการครองการค้าโลกของประเทศทั้งสองจึงเหลือเพียง 3.4%

คศ. 1800 คิวบา และอาร์เจนติน่า ร่ำรวยกว่าอเมริกา
แต่อเมริกามุ่งมั่นเรื่องการให้การศึกษาผู้คน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน สะสมทุน
รับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตรและสิ่งทอ อเมริกาจึงแซงหน้าประเทศเหล่านี้

คศ. 1860 สินค้าญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์ของ Bad Quality แต่ปัจจุบันเป็น World Class Quality
และผลิตสินค้าขายได้มากเป็น 5 เท่าของทวีปอเมริกาใต้ทั้งทวีป

ปัจจุบัน Gap ระหว่างประเทศร่ำรวย กับประเทศยากจน จึงไม่ใช่ 5 : 1 แต่เป็น 390 : 1
และจะยิ่งมากขึ้นด้วย "IT and Genetic Revolution"
และในไม่ช้า Gap นี้อาจเป็นถึงมากกว่า 1,000 : 1 เท่าก็ได้

................... ................... ................... ...

3  : The New Rich and The New Poor

ความแตกต่างในเรื่องของ "การศึกษา" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ "Scientific Literacy"
นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องของความมั่งคั่ง

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เม็กซิโก ผลิตสินค้าได้เป็น 2 เท่าของไต้หวัน
แต่ในปี 1974 ไต้หวันทุ่มเทให้กับเรื่องของการศึกษามาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย
จึงก่อให้เกิดการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ขึ้นมาทั้งในเรื่องของ Computer และ Chip
และวันนี้ไต้หวันผลิตสินค้าได้เป็น 4 เท่าของเม็กซิโก
เป็นผลให้ Hourly Wage สูงกว่า Maxico กว่า 2 เท่า

World Economy ทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมจากภาคการเกษตร
มุ่งสู่ภาคบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของ Knowledge Economy

"The knowledge component become more important, and manual worker labour has less valuable."

"Today, a kid with a smart idea, a couple of friends,
and some luck can made a lot of money very quickly." (เช่น Jeff Bozos ผู้สร้าง amazon.com )

Cr: http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=5203.0;prev_next=prev
บันทึกการเข้า
หลอดไฟ
ผู้ช่วย Admin
member
*****

คะแนน176
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1551


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2016, 11:01:39 AM »

ขอบคุณครับsmiley4
บันทึกการเข้า

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media

lsv2555Leksound&Vision Webboard

Valid CSS!