อโรคยา ปรมาอาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ขอต้อนรับโรคกระเพาะ

อโรคยา ปรมาอาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ขอต้อนรับโรคกระเพาะ

(1/1)

eskimo_bkk-LSV team♥:
โรคกระเพาะอาหารหมายถึงภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ถูกทำลายถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะ
แต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะและลำไส้
ว่าถ้าเป็นเฉพาะเยื่อบุกระเพาะเรียก gastritis แต่ถ้าเป็นแผลถึงชั้นลึกmuscularis mucosa เรียก ulcer
ถ้าแผลอยู่ที่กระเพาะเรียก gastric ulcerถ้าแผลอยู่ที่ลำไส้เล็กเรียกduodenal ulcer โรคกระเพาะพบได้ทุกวัย
         สาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะมีมากมายแต่เชื่อกันว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีกรดในกระเพาะอาหารมาก และเยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง
1.   เชื่อโรค Helicobacter pylori
เป็นเชื้อรูปแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามรถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี
2.    สาเหตุที่กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งต่อไปนี้กระตุ้นให้กรดหลั่งมาก
•   กระตุ้นของปลายประสาท เกิดจากความเครียด วิตกกังวลและอารมณ์
•   การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์ ยาดอง
•   ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มี Caffeine จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก
•   การสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก
•    การกินอาหารไม่เป็นเวลา
•   ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามากจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
3.     มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดจาก
•    การกินยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพริน และยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอนต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แม้วว่าจะให้ยาโดยการฉีดหรืออมใต้ลิ้นก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ
•   การกินอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู
•   การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบี้ย ยาดอง
4.    ประวัติเป็นโรคกระเพาะในครอบครัวหากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระสูง
Helicobacter pylori (H. pylori) คืออะไร
เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่สำคัญของผู้ป่วยโรคกระเพาะ เชื่อว่าติดต่อโดยการรับประทานอาหาร และน้ำ เชื้อจะทำลายเยื่อบุ และฝังตัวที่กระเพาะอาหาร กรดจากกระเพาะอาหารจะช่วยทำลายเยื่อบุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
อาการของโรคกระเพาะ
1. ปวดท้อง ลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ
•   ปวดบริเวณลิ้มปี ปวดแบบแสบๆหรือร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี
•   ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่างเมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวด
บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือนมจะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือปวดกลางดึกก็ได้
2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน
3. อาการโรคแทรกซ้อน ได้แก่
•    อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น
•    ปวดท้องรุนแรง และ ช๊อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ
•    ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดต้นของกระเพาะอาหาร
อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค บางรายไม่มีอาการปวดท้อง
แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพราะอาหาร หรือลำไส้ บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้

อาการอื่นที่พบได้
•   น้ำหนักลด
•   เบื่ออาหาร
•   แน่นท้อง ท้องเฟ้อ
•   คลื่นไส้ อาเจียน
ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์
1.   ปวดท้องทันที ปวดเหมือนถูกมีดบาด ขยับตัวหรือหายใจแรงๆจะทำให้ปวดเพิ่มมากขึ้น และปวดไม่หาย ซึ่งอาจจะเกิดจากกระเพาะอาหารทะลุ
2.   อุจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเลือดออกทางเดินอาหาร
3.   แน่นท้องอาเจียนบ่อย เป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดจากลำไส้อุดตัน
การวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหาร
หากอาการปวดท้องเหมือนกับโรคกระเพาะอาหารแพทย์จะมีวิธีวินิจฉัยโรคกระเพาะดังนี้
•   จะตรวจกลืนแป้งแล้ว x-ray เป็นวิธีที่ทำง่าย ไม่เจ็บปวด ไม่ต้องให้ยานอนหลับ ตรวจเสร็จแล้วกลับบ้านได้ ข้อเสียของการตรวจวิธีนี้คือไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แลไม่สามารถนำเนื้อเยื่อไปตรวจ
•    endoscope เป็นวิธีการที่สำคัญในการตรวจและรักษา ข้อดีของการตรวจคือเห็นด้วยตา
สามารถถ่ายรูป และนำเนื้อเยื่อไปตรวจ ข้อเสียต้องใส่ท่อเข้าในกระเพาะ
 อาจจะต้องใช้ยานอนหลับเพื่อดูว่ามีแผลหรือไม่
การวินิจฉัย H. pylori
หลังจากแพทย์พบว่าเป็นแผลในกระเพาะอาหารแพทย์จะส่งตรวจว่าเป็น H. pylori ได้หลายวิธี
1.   โดยการเจาะเลือดหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ H. pylori
2.   Breath tests วิธีนี้โดยมากใช้ติดตามหลังการรักษา โดยการให้ผู้ป่วยดื่มสาร urea ซึ่งมี atom ของ carbon ที่อาบรังสี ถ้าผู้ป่วยมีเชื้อในกระเพาะจะตรวจพบ atom ของ carbon จากลมหายใจ
3.   จากการตัดเนื้อเยื่อโดยการส่องกล้องซึ่งตรวจได้ 3 วิธี
•   นำเนื้อเยื่อทำปฏิกิริยา urease test  ถ้ามีเชื้อจะให้ผลบวก
•   นำเนื้อเยื่อส่องกล้องหาตัวเชื้อ
•   นำเนื้อเยื่อไปเพาะเชื้อ
วิธีการรักษาโรคกระเพาะอาหารทำอย่างไร
1. กำจัดต้นเหตุของการเกิดโรค ได้แก่
ก. กินอาหารให้เป็นเวลา
ข. งดอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
ค. งดดื่มเหล้า เบียร์ หรือยาดอง
ง. งดดื่มน้ำชา กาแฟ
จ. งดสูบบุหรี่
ฉ. งดเว้นการกินยา ที่มีผลต่อกระเพาะอาหาร
ช. พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายคลายตึงเครียด
2. การให้ยารักษา โดยกินยาอย่างถูกต้อง คือต้องกินยาให้สม่ำเสมอ กินยาให้ครบตามจำนวน และระยะเวลาที่แพทย์สั่งยารักษาโรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณอย่างน้อย 4-6 อาทิตย์
 แผลจึงจะหาย ดังนั้นภายหลังกินยา ถ้าอาการดีขึ้นห้ามหยุดยา ต้องกินยาต่อจนครบ
และแพทย์แน่ใจว่าแผลหายแล้ว จึงจะลดยาหรือหยุดยาวได้
3.การผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบัน มียาที่รักษาโรคกระเพาะอาหารอย่างดีจำนวนมากถ้าให้การรักษาที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดสำหรับการผ่าตัดอาจทำให้เป็นกรณีที่เกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่
ก. เลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก โดยไม่สามารถทำให้หยุดเลือดออกได้
ข. แผลกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กเกิดการทะลุ
ค. กระเพาะอาหารมีการอุดตัน
ปัจจุบันยาที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1.   ยาลดกรด [ antacid] รับประทานครั้งละ 1-2 ชต.ควรรับประทานหลังอาหาร 1 ชม.
หรือก่อนอาหาร 2 ชม. และมื้อสุดท้ายก่อนนอน แล้วดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว
ในระยะแรกอาจจะให้ยาทุกหนึ่งชั่วโมง เมื่อดีขึ้นอาจให้ยาทุก 1-2 ชั่วโมง
2.   ยาลดการหลั่งกรด acid-suppressing drugs มีสองชนิด คือ
•   Histamine-2 receptor antagonists [H2-blockers] เช่น cimetidine, ranitidine, famotidine, nizatidine.ช่วยลดอาการปวดหลังได้ยาไปประมาณ หนึ่งสัปดาห์
อาจจะรับประทานวันละครั้ง เช่นก่อนนอนได้แก่ famotidine, nizatidine
วันละสองครั้งได้แก่ ranitidine วันละสี่ครั้งไก้แก่ cimetidine
ชื่อยาขนาดยาที่ให้ผลขางเคียง
cimetidine
 400 mg วันละ 2 ครั้ง
800mg ก่อนนอนวันละครั้ง
คลื่นไส้อาเจียน เต้านมโต ตับอักเสบ เม็ดเลือดขาวต่ำ 
ทำให้ยาบางชนิดถูกทำลายลดลงเกิดการคั่งของยา
Ranitidine
150 mg วันละ 2 ครั้ง
300 mg ก่อนนอนวันละครั้ง
ผลข้างเคียงน้อย
Famotidine
20 mg วันละ 2 ครั้ง
40 mg ก่อนนอนวันละครั้ง
ผลข้างเคียงน้อย
Nizatidine
150 mg วันละ 2 ครั้ง
300 mg ก่อนนอนวันละครั้ง
ผลข้างเคียงน้อย
•   Proton pump inhibitors  เช่น omeprazole, lansoprazole.ยากลุ่มนี้ช่วยลดอาการปวดท้อง และช่วยให้แผลหายเร็วกว่ายากลุ่มอื่นมักจะรับประทานวันละครั้งหลังอาหาร
3.    ยาปฏิชีวนะเช่น metronidazole, tetracycline, clarithromycin,
amoxicillinใช้รักษาโรคกระเพาะที่เกิดจาก H.pylori ขนาดยาที่ให้ clarithromycin 500 mg วันละ 2 ครั้ง,
amoxycillin 1,000 mg วันละ 2 ครั้ง,  metronidazole 400 mg วันละ 2 ครั้ง, tetracyclin 500 mg วันละ 2 ครั้ง ยาที่นิยมรักษาแผลกระเพาะอาหารจากเชื้อโรคได้แก่การใช้ยา amoxicillin และ clarithromycin  และomeprazole
4.   ยาเคลือบกระเพาะ Stomach-lining protector เช่น bismuth subsalicylate.sucra lfate
ใช้เคลือบแผลกระเพาะ
ปัจจุบันการรักษา H.pylori ที่ดีที่สุดประกอบด้วยยา 3 ชนิดได้แก่ ยาปฏิชีวนะ 2 ชนิดร่วมกับ
 ยาลดการหลั่งกรด หรือยาเคลือบกระเพาะ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งสามารถรักษาผู้ป่วยได้มากกว่าร้อยละ90 เช่น omeprazole 20 mg วันละ 2 ครั้ง
ร่วมกับ clarithromycin 500 mg วันละ 2 ครั้ง และ amoxycillin 1,000 mg วันละ 2 ครั้ง
แนวทางการรับประทานอาหารในการรักษาแผล Peptic ulcer
หลังการรักษาแพทย์อาจนัดส่องกล้องดูกระเพาะอีกครั้งว่าแผลหายหรือยัง
เคล็ดลับโรคกระเพาะ
•   โรคกระเพาะเกิดจากมีแผลที่เยื่อบุกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น
•   สาเหตุที่สำคัญเกิดจากเชื้อ H. pylori มิใช่เกิดจากอาหารเผ็ดหรือความเครียด
•   H. pylori สามารถติดต่อโดยผ่านทางอาหารและน้ำดื่ม
•   ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
•   ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่สำคัญที่สุดในการรักษา H. pylori
 
การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ
1. กินอาหารให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง หรือหิว ถ้าหิวก่อนเวลาให้ดื่มนม หรือน้ำเต้าหู้ น้ำข้าว น้ำผลไม่ได้
2. หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด จากน้ำสมสายชู
3. งดดื่มเหล้า เบียร์ กาแฟ ยาดอง
4. งดการสูบบุหรี่
5. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวด แก้ไข ที่มีแอสไพริน หรือยาชุดต่างๆ
รวมทั้งยาแก้ปวดกระดูก และยาsteroid ยาลูกกลอน ยาหม้อต่างๆ
6. ควรพักผ่อนให้มากเพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบานผ่อนคลายเครียดวิตกกังวล และไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย
7. กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ากินยาแล้วอาการดีขึ้น ต้องกินยาติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 อาทิตย์ ไม่ควรหยุดยาก่อน เพราะอาการปวดท้องจะกำเริบได้อีก
8. ควรออกกำลังกาย แต่ไม่ควรมากเกินไป
9. อย่าซื้อยากินเอง มีโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ
1.   เลือดออกทางเดินอาหาร เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารกินลึกถึงหลอดเลือดทำให้มีเลือดออก
ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสด หรือสีดำเหมือนน้ำโค้ก อุจาระจะมีสีดำเหนียว
บางคนหากออกมากจะมีสีแดงอิฐ หากเลือดออกมากผู้ป่วยอาจจะมีความดันโลหิตต่ำและช้อคหมดสติ
2.   กระเพาะทะลุ เนื่องจากแผลจะกินลึกจนทะลุเข้าช่องท้อง
ผู้ป่วยจะปวดท้องอย่างเฉียบพลันปวดมาก หน้าท้องแข็ง เป็นภาวะรีบด่วนต้องรีบพบแพทย์
3.   ลำไส้อุดตัน เนื่องจากเป็นแผลเรื้อรังจะทำให้เกิดผังพืดทำให้รูของลำไส้เล็กลงอาหารไม่สามารถผ่านไปได้
ผู้ป่วยจะเกิดอาเจียน ไม่ผายลม ไม่ถ่ายอุจาระ อาเจียนเป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป
อาการเตือนที่ทำให้ต้องระวังว่าเป็นมะเร็ง ได้แก่
1.   ปวดท้องจนต้องตื่นนอนตอนกลางคืน
2.   น้ำหนักลดลงมากกว่า ร้อยละ 5 ใน 1 เดือน
3.   อายุมากกว่า 40 ปี
4.   ถ่ายเป็นเลือด
5.   อาเจียน หลังรับประทานอาหาร
6.   กลืนลำบาก
7.   มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
8.   ซีด
9.   ตัวเหลืองตาเหลือง
10.   ตับม้ามโต
11.   มีก้อนในท้อง
12.   ท้องโตขึ้น
13.   มีการเปลี่ยนของระบบขับถ่าย
หากพบอาการเหล่านี้ควรส่องกล้อง หรือกลืนแป้งตรวจก่อน แต่หากไม่มีอาการอาจลองให้รักษาก่อน
................... ................... ................... ................... ................... ..........

                      สังขารย่อมร่วงเลยไปตามกาลเวลา นอกจาก ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคเก๊า ที่
อยู่ประจำในร่างกายแล้ว
ตอนนี้โรคใหม่มาเยี่ยมเยือนผมอีกแล้ว โรคกระเพาะ
ส่วนโรคที่อาศัยอยู่ ความดัน เบาหวาน เก๊า ควบคุมให้อยู่ในอาการ สงบได้แล้ว
ไม่ให้ออกมาอาละวาด โดยการกิน แป๊ะตำปึง สม่ำเสมอ 
อาการของโรคกระเพาะ เริ่ม จุกเสียด แน่นหน้าอก และปวดท้อง อย่างรุนแรง
เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วนี้เอง มันแสดงอาการทวีความรุนแรงจนไม่ไหวแล้ว ไม่สามารถทนได้

จึงไปหาหมอโรงพยาบาล คุณหมอ ซัก ประวัติ ก่อนเป็นว่าเกิดจากสาเหตุใด
ทั้งๆที่ผมจะให้ความสำคัญกับการกินอาหารและจะถือเรื่องการกินเป็นเวลา ในระดับต้นๆของชีวิตประจำวันเลย
ตลอดเวลาของชีวิตที่ผ่านมาเมื่อหิวหรือถึงเวลากิน
ถ้าไม่มีอะไรจะกินก็จะนำร่องด้วย นมจืดพร่องมันเนย อย่างน้อย 1 ขวด
เป็นการประเดิม และไม่เคยปล่อยให้อด หรือ ผิดเวลา
          สรุปหมอบอกว่า กระเพาะ ของผมเกิดจาก ความเครียด ไม่ได้มาจากสาเหตุของการกิน
ผมก็เลย ปลง ว่ามนุษย์จะให้ไม่เครียด ยากครับ มันต้องมีมั่งหละที่
เครียดมาก เครียดน้อย
  ที่ผ่านมา จะแนะนำพรรคพวกเพื่อนฝูง ให้พ้นการทรมานด้วยโรคกระเพาะ มามากต่อมาก
โดยอันดับแรก
เอาเกลือสำหรับทำอาหาร ครึ่งแก้ว ผสมกับน้ำ ให้เป็นน้ำข้าวเลย (ปริมาณเกลือมากๆ
เกลือ5ส่วนน้ำ2ส่วน) กลั้นใจกลืนลงไป  อาการปวดจะหายทันที
 
อีกอย่างหนึ่ง สมุนไพร เป้าน้อย  มีขายตามร้านขายยา ไทย หรือที่ฝรั่งเอามาขายกัน (เปาโนต้อน)
นำมาต้มกับน้ำเอามากินต่างน้ำ จะช่วยทำให้หายปวดท้องได้

การทานว่านหางจระเข้ นำมาปอกเปลือกและล้างยางออกให้หมด หั่นเป็นเส้นเล็กๆ
นำไปต้มกับน้ำตาล รับประทานบ่อยๆ จะช่วยได้มาก
ขมิ้นชันแคปซูล Curmin Capsule ช่วยบรรเทาอาการได้ระดับหนึ่ง

กล้วยหักมุกดิบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร โดยไปกระตุ้นเซลล์ในเยื่อบุกระเพาะให้หลังสารออกมาเคลือบกระเพาะ เพื่อรักษาแผลในกระเพาะ และฤทธิ์ที่ขึ้นนี้สามารถกระตุ้นเนื้อเยื่อของกระเพาะเจริญขึ้นเพื่อปิดแผล เมื่อเปรียบเทียบกับยารักษาโรคกระเพาะอื่นๆ เช่น อลูมิเนียม - ไฮดรอกไซด์ หรือซิเมธิดีน พรอสตาแกรนดิน เป็นต้น ยาเหล่านี้ สามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะได้ แต่ไม่สามารถสมานแผลได้เหมือนกล้วย

ยาสตอมมา Stomma (ขมิ้นชัน,แห้วหมู,รากเพตพังคี )
บรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากโรคกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการท้องขึ้น อืด เฟ้อ
อาหารไม่ย่อย ขับลมในกระเพาะ

ส่วนการรักษาของหมอโรงพยาบาล หมอจ่ายยา มาให้ 3 ตัว
MIRACID 20 MG. CAP.  รักษาแผลในทางเดินอาหาร
MIRAX – M  10MG. TAB.  ปรับการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร
AIR – X  TAB.  แก้ท้องอืด ขับลม
ดีน๊ะเนี๊ยะที่ใช้ประกันสังคม เลยไม่ต้องจ่ายค่ายา

ส่วนตัวนี้ผมกินมาหลายเดือนควบคู่กับ แป๊ะตำปึง เลย
สรรพคุณ เค้าว่าแก้แผลในกระเพาะดีนักแล แต่ไม มันยังมาอีกหวะ

http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=32242.new#new

หมอบอกมันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่โรคจะมาเยี่ยมเยียนเรา

ต่อจากนี้ไป คงต้องบอกลา เหล้า เบียร์ กันสะแล้ว เพราะลองทดลองเล่นเบียร์ไปสองขวด
ที่ไหนได้ ปวดจนบิดเป็นเลข แปด เลย ถ้าเหล้าคง เลิกคุยเลย   ;D

สูตรของ  ทิดน้อย3535 ไพรตำกับเกลือดอง3วัน กินกับขมิ้น หาย ว่างๆจะลองดู

สูตรของพี่พรเทพ เป็นยาบำรุง ว่างๆจะลองไปเจียดเอามากินดู
http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=414.0

ตำรับยาจีนแผนโบราณ โดยนายมานพ คณานุรักษ์

ยารักษาโรคลำไส้ หรือกระเพาะอาหารอักเสบ
๑. เล่าสิ่งชั้ก ๓ สลึง
๒. ซังตุ้ก ๓ สลึง
๓. แปะเจีย ๓ สลึง
๔. ส่วยพ้วย ๑ สลึงครึ่ง
๕. แปะเทาอง ๓ สลึง
๖. ชวงเกาผ้ก ๑ สลึงครึ่ง
๗. เซียเตา ๔ สลึง
ต้มยา ๑ ห่อ น้ำ ๒ ถ้วย ให้เหลือน้ำยา ๑ ถ้วย (ยา ๑ ห่อต้มได้ ๒ ครั้ง) รับประทานก่อนอาหาร ๓๐ นาที เช้า-เย็น วันละ ๒ เวลา ครั้งละ ๑ ถ้วย ขณะที่ยากำลังร้อนอุ่นๆ อยู่
อาการป่วยของคนไข้ เมื่อหลังจากรับประทานอาหาร มีอาการอืดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียนและปวดเสียดยอดอก กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน คนไข้จะมีอาการท้องร่วง ปวดท้อง เจ็บบริเวณหน้าท้อง อุจจาระมีมูกหรืออาจมีโลหิตเจือปน มีไข้เล็กน้อย ถ่ายบ่อย ปวดเบ่ง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง คนไข้อาจมีอาการท้องผูกถ่ายไม่ออก และต่อมามีอาการท้องร่วงสลับกัน ปวดท้องอย่างรุนแรง เบื่ออาหาร กดเจ็บบริเวณหน้าท้อง เรอบ่อยๆ
(ยาขนานนี้ เคยใช้แนะนำให้ผู้เป็นโรคดังกล่าวรักษาหายจากโรคมาแล้ว จำนวนมากราย)
ขนานนี้ยังไม่ได้ลอง ครับ

            เฮ่อ ทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน เมื่อวันเสาร์ เพื่อนกันทำงานกรมชลประทาน คบกันมานานรู้ประวัติหมอนี่ดี
ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เป็นคนอนามัย ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากๆ
ออกกำลังกายทุกวันมาสมัยหนุ่มๆจนทุกวันนี้ ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว
เห็นออกกำลังกายวิ่งรอบหมู่บ้านกับเมียทุกวัน มาหลายสิบปี
เป็นมะเร็งในตับ และลามขึ้นสมอง ช่วง แค่ 6 เดือนเท่านั้น
 กลับบ้านเก่าเสียแล้ว เฮ่อ....เพื่อนเอ๋ย อะไรมันก็ไม่แน่นอน

ณ เวลานี้พอปวดมากๆ ผมเล่น เกลือ เพียวๆ กับน้ำ เล่นเอาหยุดปวดได้ระยะหนึ่ง  ส่วนยาหมอก็ปฏิบัติตามเสมอ

เพื่อนสมาชิกท่านใด มียาดีที่จะแนะนำ บอกกันมั่งก็ดีนะครับ เพื่อเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆหรือคนรุ่นหลัง   :'( :'( :'( :'(

eskimo_bkk-LSV team♥:
ทุกวันนี้ เมา เกลือ เล่นเกลือ ประจำ เดินไปไหน ตกผลึก เป็น เกร็ดเลย 
เป็นคนเค็มไปเสียแล้ว
ยังไม่ได้ศึกษาเลยว่า กินเกลือ มากๆ จะมีผลอะไรมั่งในร่างกาย
ไม่ใช่โรคตับมาเยี่ยมอีกน๊ะ ค่อยๆทะยอยกันมาครับ
อย่าแตกแถว รับไม่ทัน   lsv-smile

พรเทพ-LSV team♥:
ผมมีหลายสูตรมากครับ ใครเป็นอะไรก็มาถามก็แล้วกัน 555555 laugh2  เป็นสูตรโบราณ มาจากประเทศจีน หรือเรียกอีกภาษาก็คือยาประจำบ้านของชาวจีนโบราณซึ้งเขารู้จักกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล กันเลย

*** โรคหลายๆโรค ทาง รพ. รับษาไม่หาย เสียเงินเป็นแสนก็ไม่หาย แต่กินยาจีน แค่ 2 ชุด ก็หายเลยครับ  แต่คนๆนั้นคงไม่อยู่แล้วกระมัง อิอิ  เพราะตอนที่ผมจัดยาให้เขาทาน ผมอายุแค่ 10 ขวบ เขาอายุ 50 ปีแล้ว และตอนนี้  ผม อายุ....แล้ว  :P แล้วเขาจะเท่าไรละ ลองคิดดู  :P 
*** และคนบ้านนี้ (ไม่ใช่คนที่ทานยาที่ผมจัดให้นะ)แต่เขาอยู่บ้านเดียวกัน เขาเคยบอกกับแม่ผมว่า '' ลูกชายคุณ( หมายถึงผม ) ถ้าเลี้ยงโตได้ ปลาเค็มในตลาดก็ฟื้นชีพได้แล้ว" ดูสิพูดมาได้   :P

noi3535-LSV team♥:
อ้างจาก: eskimo_bkk-LSV team ที่ มิถุนายน 29, 2008, 10:02:23 am

ทุกวันนี้ เมา เกลือ เล่นเกลือ ประจำ เดินไปไหน ตกผลึก เป็น เกร็ดเลย 
เป็นคนเค็มไปเสียแล้ว
ยังไม่ได้ศึกษาเลยว่า กินเกลือ มากๆ จะมีผลอะไรมั่งในร่างกาย
ไม่ใช่โรคตับมาเยี่ยมอีกน๊ะ ค่อยๆทะยอยกันมาครับ
อย่าแตกแถว รับไม่ทัน   lsv-smile

      ผมเคยได้ยินมาบ่อยๆว่า หวานไม่มีประโยชน์ แต่ ว่าเค็ม ประสานเนื้อครับท่านพี่ smiley4 smiley4

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ