Custom Search
รวบรวมความรู้เรื่องมะนาว ...ทำออกนอกฤดูได้ รวยอย่างเดียว
LSVคลังสมองออนไลน์
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน เมษายน 21, 2014, 09:41:47 pm


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวบรวมความรู้เรื่องมะนาว ...ทำออกนอกฤดูได้ รวยอย่างเดียว  (อ่าน 89059 ครั้ง)
ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 08:46:45 pm »

สาขาพืชผัก  มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ปลูกมะนาว ใครว่ายาก ทำออกนอกฤดูได้ รวยอย่างเดียว



พูดถึงอาชีพเกษตรกรรมมีอยู่มากมายหลายอย่าง เกษตรกรมักจะเลือกประเภทตามที่ตัวเองถนัด หรือพื้นฐานทางครอบครัวอยู่แล้ว หรือตามสภาพดินฟ้าอากาศ กระทั่งการคำนึงถึงการซื้อการขาย

หลายครอบครัวในเขตพื้นที่ ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เคยดำรงเลี้ยงชีพด้วยการทำนา แต่ด้วยราคาข้าว ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าจ้างแรงงานที่แบกรับไม่ไหว เกษตรกรหลายคนหันไปตามการเกษตรอย่างอื่นกันเป็นทิวแถว

เริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือ ขุดพื้นที่นาเป็นร่องสวน แล้วปลูกไม้ผล อาทิ มะพร้าวน้ำหอม ขนุน มะม่วง ชมพู่ ฯลฯ แต่เมื่อปลูกกันมากๆ เข้า ราคาก็ตก หันไปปลูกอย่างอื่นอีก เป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้

คุณณรงค์ รุ่มนุ่ม วัย 45 ปี บ้านอยู่ที่ หมู่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์แห่งนี้ ครั้งหนึ่ง เคยทำนาเป็นอาชีพหลัก เฉกเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษสืบต่อกันมา แต่ด้วยภาวะปัจจัยหลายประการทำให้เขามองเห็นว่า การทำนาบัวน่าจะมีรายได้ตอบแทนที่ดีกว่า จึงปรับสภาพจากนาข้าว เป็นนาบัวบูชาพระ เมื่อสักประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา

ถ้าจะว่าไปแล้วการทำนาบัวนั้น นับเป็นอาชีพที่ดีอาชีพหนึ่ง ด้วยว่า สามารถตัดดอกขายได้วันเว้นวัน เกษตรกรที่ปลูกนาบัวต่างทราบถึงข้อนี้ดี ยิ่งไปกว่านั้น หากอยู่ในช่วงวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งต่อปี มีอยู่หลายวัน ในช่วงนั้นๆ บัวบูชาพระก็จะขายได้ราคาดีเป็นพิเศษทีเดียว

นาบัวพันธุ์ฉัตรขาว มีอยู่หลายจุดในเขตตำบลมหาสวัสดิ์ บางจุดยังทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจนติดลมบนไปแล้ว

แต่สำหรับคุณณรงค์แล้ว แม้ว่าการปลูกบัวบูชาพระจะทำรายได้ค่อนข้างดี แต่ในทัศนะของเขานั้น การทำนาบัวต้องลุยน้ำ ลุยโคลนเกือบทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี ดังนั้น เขาจึงพยายามหาการเกษตรอย่างอื่นเพื่อทดแทนการทำนาบัว

"ทำนาบัว รายได้ดี แต่ต้องแช่น้ำทั้งวัน เป็นงานที่หนัก หากเราแก่ตัวไป จะลำบาก" คุณณรงค์ว่า อย่างนั้น

แต่ก็ใช่ว่าจะเลิกการทำนาบัวเสียทีเดียว เขาปรับพื้นที่นาบัวเป็นบางส่วนเท่านั้น หันมาทำการเกษตรกรรมอย่างอื่น ที่เขาว่าสบายกว่านาบัว แต่รายได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
 


เกษตรกรรมอย่างอื่นที่เขาว่า ก็คือ สวนมะนาว

ทำไมเขาจึงมาเลือกทำสวนมะนาว ทั้งที่ได้ยินข่าวเสมอว่ามะนาวราคาถูก ขายกันเป็นร้อยเป็นพันลูกราคาไม่กี่บาท

ทว่า ในขณะที่ได้ยินข่าวว่า มะนาวถูกแสนถูกนั้น ในอีกช่วงเวลาหนึ่งก็จะได้ยินว่า มะนาวราคาแพงแสนแพง ราคาลูกละ 7-8 บาท ซึ่งในช่วงนี้ ใครปลูกมะนาวได้ผล ก็แทบจะเรียกได้ว่า ทำเหมืองทองเลยทีเดียว

"ไม่กลัว มะนาวราคาถูกหรือ" ถามคุณณรงค์ไปอย่างนั้น

"ไม่กลัว เพราะถึงมะนาวจะราคาถูก ก็อยู่ประมาณ ลูกละ 50 สตางค์ ไม่มีถูกไปกว่านี้แล้ว ส่วนช่วงแพง ได้ลูกละ 3 บาท ถึง 3.50 บาท"

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้เขาไม่กลัวก็คือว่า เขามีวิธีการจัดการสวนมะนาวให้ออกนอกฤดู คือในช่วงแพงได้ และเป็นช่วงที่ทำเงินได้มาก

เขาทำได้อย่างไร

เริ่มต้น ต้องรู้ธรรมชาติของมะนาวก่อนว่า จะให้ผลผลิตตามฤดูกาลหรือเรียกว่า "มะนาวปี" คือในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นต้นไป คือช่วงฝน แต่พอเข้าหนาว ต่อร้อนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ช่วงนี้ล่ะที่มะนาวแพง หรือเป็นมะนาวนอกฤดู

ดังนั้น ในช่วงที่มะนาวออกดอกตามฤดูกาล หรือมะนาวปี เขาฉีดฮอร์โมนให้ดอกร่วงหมด โดยผสมฮอร์โมนแรงกว่าปกติเป็น 10 เท่า จากนั้นตัดแต่งกิ่ง โดยให้เหตุผลว่า ให้มะนาวออกมาในช่วงนี้ ก็มีราคาถูก แต่ถ้าบำรุงต้นไว้ให้ออกนอกฤดู จะได้ราคาดีกว่า หรือหากจะให้ออกทั้งนอก ทั้งในฤดู จะทำให้ต้นโทรม

เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้ว ต้องบำรุงทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์ จากนั้นมะนาวจะเริ่มติดดอกในราวๆ เดือนตุลาคม แล้วไปเก็บผลผลิตได้ในช่วงมะนาวแพง อย่างที่ว่า



ปุ๋ยที่ใช้บำรุงต้น มีทั้งสูตรเสมอคือ 16-16-16 และปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ และหากมีโรคแมลงก็ใช้สารเคมี แต่ที่สวนแห่งนี้ ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องนี้ เนื่องจาก หนึ่ง เป็นสวนใหม่ ยังไม่มีโรคแมลงสะสม สอง เป็นสวนมะนาวเพียงสวนเดียวในย่านนี้ สวนใกล้เคียงยังไม่มีใครปลูกมะนาว หากเป็นสวนมะม่วง ขนุน หรือนาบัว นาข้าว เพราะถ้ามีสวนไม้ผลชนิดเดียวกัน อยู่ติดๆ กัน ก็มีโอกาสที่จะมีโรคแพร่ระบาดได้ง่าย หรือเป็นแหล่งอาหารที่ดีของโรคแมลงได้มาก

ที่สวนของคุณณรงค์ มีพื้นที่ราวๆ 8 ไร่ ปลูกมะนาวไว้ 300 กว่าต้น โดยปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 4 เมตร หน้าร่องสวนกว้าง 5 เมตร ปลูกแถวเดียว โดยมีกล้วยหอมแซมระหว่างต้นช่วงคันสวน

"คิดแล้ว ดูแลรักษาไม่ยาก แต่ต้องละเอียด หมั่นดูแลทุกๆ วัน อย่าให้ใบเหลือง" คุณณรงค์ พูดให้ฟัง

นอกจากนี้ ที่สวนของคุณณรงค์ ยังได้เปรียบอีกอย่างคือ มีน้ำใช้สำหรับในร่องสวนตลอดทั้งปี ด้วยผันเข้ามาจากคลองมหาสวัสดิ์ คลองเชื่อมแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับทางด้านการขายแล้ว คุณณรงค์ บอกว่า คุณกัลยา ภรรยาของเขา รับผิดชอบหน้าที่นี้

คุณกัลยา เล่าว่า เธอไปตระเวนหาร้านที่จะรับซื้อผลผลิตของเธอก่อน ต่อเมื่อมั่นใจแล้วว่า มีที่ขายแน่ๆ จึงลงมือปลูก

แนวคิดอย่างนี้น่าสนใจมากทีเดียว เพราะมีการเกษตรจำนวนไม่น้อย ที่ไม่มีปัญหาเรื่องการผลิต แต่เมื่อผลิตออกมาแล้ว กลับล้นตลาด เพราะไม่มีผู้รับซื้อ ไม่มีคนซื้อ หรือปลูกแล้วขายไม่ได้ หากเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะผลิตขึ้นมา

แต่ถ้าได้สำรวจตลาดไว้ก่อนว่า ถ้าปลูกแล้วจะขายให้ใคร ขายที่ไหน หรืออย่างน้อยต้องพอมองลู่ทางไว้ว่า ผลผลิตที่จะออกดอกออกผลมานี้ เป็นที่นิยมของตลาดมากน้อยแค่ไหน มีผู้ปลูกอยู่มากรายหรือไม่ ผลผลิตที่จะออกมาประเดประดังกันหรือไม่ อย่างไร

"ก่อนจะปลูกต้องหาตลาดก่อน ไปหาแม่ค้าที่พอรู้จักกันที่ปากคลองตลาด บอกว่า ถ้ามีมะนาวจะเอามาส่งนะ แม่ค้าเค้าก็ตกลง รับของเราตลอด ถูก แพงอย่างไรก็รับ แม่ค้าบางคนมารับซื้อที่สวนแต่ยังไม่ตีราคาผลผลิต จนกว่าเค้าเอาไปขายที่ตลาด ขายได้เท่าไหร่ ค่อยมาตีราคาให้เรา คือเค้าได้กำไรแน่ๆ ไม่มีขาดทุน" คุณกัลยา ว่าอย่างนั้น

ยิ่งไปกว่านั้นเกษตรกรบางคนยังต้องพบกับภาวะ "เป็นรอง" พ่อค้าแม่ค้า ที่จะใช้วิธีรับของไปก่อน แล้วมาตีราคาให้ หลังจากนำไปส่งยังตลาดค้าส่งแล้ว นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงของพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้เป็นศูนย์ ไม่มีทางขาดทุน แต่ผู้ที่เสียเปรียบคือเกษตรกร ที่ต้องยอมขายให้ไม่ว่าราคาจะเป็นอย่างไร

คุณณรงค์ เล่าให้ฟังอีกว่า ก่อนที่จะมาปลูกมะนาวนี้ เขาคิดว่าจะปลูกไม้ใบด้วยซ้ำ เพราะน่าจะราคาดีกว่าทำนาบัว และมีจุดจำหน่ายอยู่ที่ปากคลองตลาด แต่เมื่อคิดไปคิดมาแล้ว ก็พบว่า การปลูกไม้ใบต้องตัดบ่อย อย่างน้อยวันเว้นวัน ถ้าไม่ตัดใบก็จะโทรมไป อาจจะเป็นงานหนักและเหนื่อยเกินไป แต่สำหรับมะนาว หากช่วงไหนไม่มีเวลาตัดก็ปล่อยทิ้งไว้ได้ ผลมะนาวก็โตขึ้น และแก่ขึ้นเรื่อยๆ

ที่ว่าไม่มีเวลานี้ เพราะคุณณรงค์ และคุณกัลยา ก็ยังไม่ทิ้งนาบัวเสียทีเดียว เขาทั้งคู่ยังมีนาบัวอีกกว่า 8 ไร่ อยู่อีก 1 แปลง เพราะถึงอย่างไร ก็ยังเป็นพืชที่ทำเงินได้ดี

แต่สำหรับมะนาวแล้ว ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในเวลานี้ หากยังเป็นพืชที่เจ้าของสวนรายนี้ หวังว่าเป็นพืชที่จะเลี้ยงตัวได้ในยามที่กำลังวังชาถดถอยลงในบั้นปลาย

มะนาวได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพืชปราบเซียน แม้จะปราบเซียนอย่างไร ยังไม่อาจพ้นความมานะพยายามของเกษตรกรไปได้ และต้องเป็นความมานะพยายามที่เป็นไปได้ และอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาหาข้อมูลอย่างรอบด้าน

ใครที่สนใจ เรื่องราวของสวนมะนาว ติดต่อได้ที่ โทร. (09) 986-4634

 

ที่มา  เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน เทคโนโลยีการเกษตร
บันทึกการเข้า


ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 08:50:56 pm »

     มะนาวเป็นไม้ผลตระกูลส้มประเภทหนึ่ง ที่ปลูกกันอย่างแพร่หลาย โดยแหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และเชียงใหม่

        

          มะนาว จัดได้ว่าเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่ง ที่ตลาดมีความต้องการสูง ตลอดทั้งปี และจากอัตราการเพิ่มของพลเมือง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้ม ค่อนข้างสูง รวมทั้งการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีการนำมะนาวมาใช้เป็นวัตถุดิบ อีกมากมาย จึงทำให้มะนาวมีบทบาทสำคัญ ทางการค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือน มีนาคม-เมษายน ของทุกปี มะนาวจะมีราคาสูงกว่าปกติ คือมีราคาลูกละ 3-4 บาท ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงฤดูแล้งจะมีผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดน้อย ดังนั้น จึงทำให้มีผู้สนใจหันมาปลูกมะนาวนอกฤดูกันมาก

พันธุ์

          พันธุ์มะนาวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และปลูกกันในประเทศไทย ในปัจจุบัน ได้แก่

          1. มะนาวหนัง ผลอ่อน มีลักษณะกลมยาว หัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ ผลจะมีลักษณะกลม ค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้าง เล็กน้อย ด้านหัว มีจุกเล็ก ๆ มีเปลือกค่อนข้างหนา จึงทำให้ เก็บรักษาผลไว้ได้นาน

        

          2. มะนาวไข่ มีขนาดและลักษณะ คล้ายมะนาวหนังเกือบทุกอย่าง ผลอ่อนมีลักษณะ กลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ ผลจะมีลักษณะ กลมมนเป็นส่วนมาก เปลือกบาง ผลโตกว่า มะนาวหนัง

        

          3. มะนาวแป้น เป็นมะนาวที่สามารถ ให้ดอกออกผลตลอดปี ผลมีขนาดกลาง ทรงผลแป้น เปลือกบาง มีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์แป็นรำไพ แป้นทราย เป็นต้น

        

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม


         มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิต ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าต้องการจะปลูกมะนาว ให้เจริญงอกงามดี มี ผลดก และคุณภาพดี ก็ควรจะปลูกในพื้นท ี่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีอินทรียวัตถุผสม อยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ที่อยูใกล้แหล่งน้ำ

การเตรียมพื้นที่ปลูก

         1. พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินใหัมีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
    2. พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 - 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขื้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

วิธีการปลูก

         ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ควรขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงประมาญ 2 ใน 3 ของหลุม ยกถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่า ระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและขวา)

        

         ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก หาวัสถุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด

การปฏิบัติดูแลรักษา

    1. การให้น้ำ
         ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ ในช่วง ที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา วัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น

        

         ควรเริ่มงดให้น้ำ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม เป็นต้นไป จนถึงช่วงออกดอก เพื่อให้มะนาวสะสม อาหารให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ปกติมะนาวจะออกดอก เดือนเมษายน-พฤษภาคม หลังจากมะนาวออกดอก และกำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ของผล

    2. การใส่ปุ๋ย
         2.1 หลังจากมะนาวอายุได้ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก ประมาณต้นละ 0.5 กิโลกรัม กรณีใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจาก พรวนดิน กำจัดวัชพืชแล้ว โดยใส่บริเวญรอบทรงพุ่ม แล้วก็ให้น้ำ ตามเพื่อ ให้ปุ๋ยละลาย

        

         2.2 เมื่อมะนาวอายุ 1 ปี ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ ต้นละ 300 กรัม และเมื่อมะนาวอายุ 2 ปี ก็เพิ่มปริมาญปุ๋ยโดยใส่ปีละ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ขี้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ ของตน และเมื่อมะนาว อายุย่างเข้าปีที่ 3 ก็จะเริ่มให้ผลผลิต
         2.3 ช่วงระยะก่อนออกดอกประมาณ 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย สูตรที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรืออาจใช้ปุ๋ยสูตร 3-10-10 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะที่ยังไม่ออกดอก และใช้สูตร 0-52-34 ในระยะเร่งการออกดอก ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ปริมาณที่ใช้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นพืช โดยใส่ในปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น

    3. การกำจัดวัชพืช
         การกำจัดวัชพืชในสวนมะนาวสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ถอน ถาง หรือใช้เครื่องตัดหญ้าแต่ต้องระวังอย่าให้เกิดบาดแผลตามโคนต้น หรือกระทบกระเทือนราก วิธีกำจัดวัชพืชอีกวิธีหนึ่งที่นิยมคือการใช้สารเคมี เช่น พาราชวิท ไกลโฟเสท ดาวพอน เป็นตัน โดยการใช้จะต้องระวัง อย่าให้สารพวกนี้ปลิวไปถูกใบมะนาวเพราะอาจเกิดอันตรายได้ เช่นทำให้ ใบไหม้เหลืองเป็นจุดๆ หรือไหม้ทั้งใบ ดังนั้นจึงควรฉีดพ่นตอนลมสงบ

    4. การค้ำกิ่ง
         เมื่อมะนาวใกล้จะผลิดอกออกผล ต้องมีการค้ำกิ่งให้กับต้นมะนาวด้วย เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหักหรือฉีกขาดโดยเฉพาะในช่วงติดผล และยังช่วยลดความเสียหาย เนื่องจากโรคและแมลงได้ โดยวิธีการค้ำกิ่ง สามารถทำได้ 2 วิธี คือ
              1. การค้ำกิ่งโดยการใช้ไม้รวกหรือไม์ไผ่ทำเป็นง่าม สอดเขัากับกิ่งมะนาว ให้ปลายอีกข้างหนึ่งวางตั้งรับน้ำหนักของกิ่งอยู่บนพื้นดิน แล้วใช้เชือกผูกมัดกิ่งไว้
              2. การค้ำกิ่งแบบคอกหรือนั่งร้าน โดยเอาไม้มาทำเป็นนั่งร้านรูปสี่เหลี่ยนรอบๆ ต้นมะนาวเพื่อรองรับกิ่งใหญ่ ๆ ของมะนาวไว้ อาจทำเป็น 2-3 ชั้น แล้วให้กิ่งพาดอยู่ที่ชั้นใดก็ได้ ซึ่งวิธีนื้จะมั่นคงทนทาน และใชัประโยชน์ได้ดีกว่าวิธีแรก

    5. การตัดแต่งกิ่ง
         เพื่อให้มะนาวมีทรงพุ่มสวยและให้ผลดกปราศจากการทำลายของโรคและแมลง การตัดแต่งกิ่งควรทำหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตัดกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกให้หมด แล้วนำไปเผาทำลาย อย่าปล่อยทิ้งไว้ตามโคนต้น เพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคได้

โรคที่สำคัญของมะนาว

    1. โรคแคงเกอร์
         ลักษณะอาการ
         จะเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้งที่ใบ กิ่งก้าน และผล โดยอาการที่ใบและผล จะมีลักษณะคล้ายกัน คือจะเกิดเป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ ฟู นูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสีเหลืองเข้ม

        

         ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจะแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลือง ล้อมรอบแผล ส่วนอาการที่กิ่งก้าน จะมีแผลฟูนูนสีเหลือง ต่อมาแผลจะ แตกแห้ง เป็นสีน้ำตาลขยายไปรอบๆ กิ่ง รูปร่างธองแผลไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวน ล้อมรอบ เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มากๆ จะแสดงอาการต้นโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลง กิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุด
         การป้องกันกำจัด
         ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย ไม่ขยายพันธุ์จากต้นแม่ที่เป็นโรคแคงเกอร์ พยายามอย่าให้มะนาวเกิดบาดแผล และ ป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ เช่น หนอนชอนใบ หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมี กำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาริล มาลาไธออน

    2. โรคราดำ
         ลักษณะอาการ
         ใบ กิ่งก้าน และผลจะมีราสีดำ สกปรก กระด้าง ทำให้ผมไม่สวย ต้นมะนาวจะแคระแกร็น
         การป้องกันกำจัด
         ทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟหรือใช้ สารเคมีกำจัดแมลงฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงประเภท ปากดูดชึ่งเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดโรคราดำ

        


    3. โรคกรีนนิ่ง (ใบแก้ว)
         ลักษณะอาการ
         ใบจะด่างเป็นสีเหลือง หรือขาวใสระหว่างเส้นใบ ใบมีขนาดเล็กลง ในที่สุดใบและยอดจะแห้งตาย ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ต้นจะโทรม
         การป้องกันกำจัด
         ทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟ ใส่ปุ๋ยที่มี ธาตุสังกะสีและ แมกนีเชียม ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินใหัอยู่ระหว่าง 6.0-6.5

        


    4. โรคยางไหล
         ลักษณะอาการ
         มีอาการยางไหลบริเวญลำต้นและกิ่งก้าน เปลือกจะเน่าและแผลจะลุกลามไปถึงเนื้อไม้
         การป้องกันกำจัด
         ควรตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชเพื่อให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง และควรทาบาดแผลด้วยสารทองแดงหรือกำมะถันผสมปูนขาว ถ้ามีการระบาดมากก็เผาทำลายเสีย

        


    5. โรครากเน่าและโคนเน่า
         ลักษณะอาการ
         รากฝอยและรากแขนง จะเน่ามีสีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเหนียว ไม่ยุ่ย เปลือกของลำต้นจะปริแตกออก โดยเฉพาะ โคนต้น และมียางไหลบริเวณขอบแผล เมื่อรากและต้นถูกทำลายมากๆ จะทำให้ใบเหลือง และร่วงหล่น
         การป้องกันกำจัด
         อย่าให้มีน้ำขัง บริเวณโคนต้น และไม่ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือ ปุ๋ยคอกมากเกินในช่วงฤดูฝน

        


แมลงศัตรูที่สำคัญ

    1. หนอนชอนใบ
         ลักษณะอาการ
         จะทำความเสียหายให้กับมะนาวในระยะแตก ใบอ่อน โดยจะชอนไชกัดกินอยู่ระหว่างผิวใบด้านหน้าและหลังใบ จะมอง เห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบหงิกงอ ขอบใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ และใบไม่เจริญเติบโต ต้นมะนาวจะแคระแกร็นและไม่ติตผล

        

         การป้องกันกำจัด
         หมั่นตรวจดูตามใบและยอดของมะนาว โดยเฉพาะระยะที่มะนาวเริ่มผลิใบอ่อน กรณีที่ระบาดน้อยให้เด็ดใบเผาทำลาย หากพบมากใหัฉีดพ่น สารเคมีกำจัดแมลง กลุ่มคาร์บาริล มาลาไธออน หรือฟอร์โมไธออน ในอัตราที่ฉลากกำหนด

    2. หนอนกินใบ (หนอนแก้ว)
         ลักษณะอาการ
         กัดกินใบอ่อนและยอดอ่อนของมะนาว
         การป้องกันกำจัด
         หมั่นตรวจตูตามใบอ่อนและยอดอ่อน เมื่อพบไข่และตัวหนอนก็จับทำลายเสีย ฉีดพ่นสารเคมีกำจัตแมลงกลุ่มเมทามิโดฟอสที่มีชื่อทางการค้าว่า ทามารอน ในอัตรา 20-30 ซีซี. หรือประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้น

        


    3. เพลื้ยไฟ
         ลักษณะอาการ
         จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน และผลการทำลายจะรุนแรงในระยะผลอ่อน นับแต่เริ่มติดผล ช่วงระยะการระบาด จะขี้นอยู่กับการแตกยอดอ่อน และระยะติดผล ผลที่ถูกทำลายจะ ปรากฎรอยสีเทา เป็นวงบริเวณขั้วผล และก้นผลหรือเป็นขีดสีเทาตาม ความยาวของผล
         การป้องกันกำจัด
         เด็ดผลที่แคระแกร็น ถ้าพบการทำลายของเพลี้ย ให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ได้แก่ คาร์โบชัลแฟน เปอร์เมทริน

    4. ไรแดง
         ลักษณะอาการ
         ใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหงิกงอ ไม่เจริญเติบโตและร่วงหล่น ผลมะนาวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในเวลาต่อมา ผิวผลจะกร้าน ผลแคระแกร็น และร่วงในที่สุด
         การป้องกันกำจัด
         ฉีดพ่นด้วยกำมะถันผงชนิดละลายน้ำในอัตรา 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน ในตอนเช้า หรือตอนเย็น เพื่อป้องกันอาการใบไหม้

        



การบังคับให้มะนาวออกดอกนอกฤดู

         การบังคับให้มะนาวออกดอกนอกฤดู สามารถกระทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ จะทำให้ต้นมะนาวไม่โทรมเร็วเกินไปควรปฎิบัติดังนี้
    กันยายน : ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน 1:3:3 เช่นปุ๋ยสูตร 8:24:24 เพื่อบำรุงให้ใบแก่เร็วขื้น และเก็บอาหารไว้บำรุงดอกต่อไป
    ตุลาคม : งดการให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะนาวมีการเก็บสะสมอาหาร จนเมื่อถึงปลายเดือนตุลาคมจึงค่อยให้น้ำเต็มที่
    พฤศจิกายน : มะนาวเริ่มออกดอก ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน กำจัดแมลง ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ดอกจะเริ่มบาน และเริ่ม ติดผล ควรป้องกันกำจัดแมลงในช่วงนี้ด้วย
    ธันวาคม : ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน 1:1:1 เช่น ปุ๋ยสูตร 15:15:15 หรือ 16:16:16 เพื่อบำรุงต้นมะนาวให้สมบูรณ์
    กุมภาพันธ์เป็นต้นไป : ผลมะนาวจะเริ่มโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้บ้าง ในระยะแรก จนกระทั่งกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเตือนเมษายน ผลมะนาวก็จะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งจะตรงกับช่วงที่มะนาวมีราคาแพงพอดี หลังจากที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ประมาณเดือนพฤษภาคม ควรทำการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15:15:15 เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ และ พร้อมสำหรับการผลิตมะนาวนอกฤดูในปีต่อไป


การเก็บเกี่ยว

         การเก็บผลมะนาว ถ้าต้นเตี้ยหรือไม่สูงมากนัก ก็เก็บ โดยใช้มือปลิด แต่ถ้าต้นสูง นิยมเก็บโดยใช้มีด หรือตะขอผูกติด กับด้ามไม้รวกยาว ๆ คล้อง และกระตุกผลมะนาวลงมา

        

         แต่ถ้าต้องการให้ได้ผลมะนาวที่มีคุญภาพ ไม่บอบช้ำ ก็ควรจะใช้ตะกร้อหวาย ในการเก็บเกี่ยว ควรเก็บในขณะที่ผลเริ่มแก่ โดยสังเกตจากด้านขั้วของผลเริ่มมีสีเหลือง เล็กน้อยผิวเปลือกจะเรียบบางใส มีสีเขียวอ่อนกว่าผลที่ยังไม่แก่ เมื่อบีบดูจะค่อนข้างนุ่มมือ ไม่ควรเก็บมะนาวที่แก่เกินไป เพราะเปลือกจะบางมาก ทำให้เกิดความเสียหาย ในการขนส่งได้ง่าย อีกทั้งเมื่อนำไปขายจะทำให้ขายได้ไม่นานผลเน่าเสียหายได้เร็ว

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

         วิธีการเก็บรักษามะนาวให้ไว้ได้นาน ต้องคัดผลมะนาวเสียก่อน โดยเลือกเอาผลมะนาว ที่แก่พอเหมาะ มีสีเขียวจัด ไม่มีสีเหลืองปน ไม่มีรอยช้ำหรือเน่า และควรมีขั้วผลติดอยู่ด้วย จากนั้นนำมาล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรอกช์ ผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 15 ส่วน แช่ผลมะนาวไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วนำผลมะนาวมาผึ่งลมบนตะแกรง เพื่อให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงทำการคัดขนาดและบรรจุเข่งหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ ตามที่ตลาด ต้องการ
http://www.sisaket.go.th/WEB_ldd/Plant/Page07.htm
บันทึกการเข้า

ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 09:09:26 pm »

สุธน กล่ำบุตร กับความสำเร็จในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

สำหรับเกษตรกรที่คิดจะเริ่มปลูกมะนาวหรือมีพื้นที่น้อยและต้องการที่จะผลิตมะนาวฤดูแล้งให้ผลผลิตออกมาขายในตลาด ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวมีราคาแพงที่สุดทุกปี "การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์" จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งโดยมี คุณนรินทร์ พูลเพิ่ม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร เป็นบุคคลที่ค้นคิดวิธีการนี้และถ่ายทอดความรู้ไปสู่เกษตรกรจนประสบผลสำเร็จหลายราย

อย่างกรณีของ คุณสุธน กล่ำบุตร ไร่เทียนสว่าง ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จำนวน 300 บ่อ ขายผลผลิตมะนาวฤดูแล้งได้เงินถึง 120,000 บาท คืนทุนหมดภายในปีเดียวและยังเหลือกำไรอีกต่างหาก



ลงทุนมากเพียงครั้งเดียว และได้ทุนคืนเร็วมาก

คุณสุธนบอกว่า การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ต้นทุนหลักจะอยู่ที่วงบ่อซีเมนต์ซึ่งจะต้องใช้วงบ่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และฝาวงบ่อที่มีขนาดเดียวกัน นำฝาวงบ่อมารองปิดก้นวงบ่อไม่ให้รากมะนาวหยั่งลึกลงดิน และง่ายต่อการควบคุมในการให้น้ำหรือไม่ให้น้ำต้นมะนาว ในพื้นที่ 1 ไร่ จะวางบ่อซีเมนต์ได้ประมาณ 120-130 บ่อ (ใช้ระยะระหว่างต้น 3 เมตร และระยะระหว่างแถว 4 เมตร) ราคาค่าวงบ่อพร้อมฝาปิดตกชุดละประมาณ 200 บาท คุณสุธนเริ่มต้นปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จำนวน 300 บ่อ คิดเป็นเงินทุนค่าวงบ่อประมาณ 60,000 บาท



สายพันธุ์มะนาวที่คุณสุธนคัดเลือกปลูก

ความจริงแล้วการคัดเลือกสายพันธุ์มะนาวเพื่อปลูกในวงบ่อซีเมนต์นั้น ทางคุณนรินทร์เคยบอกว่า ใช้พันธุ์อะไรก็ได้แต่จะต้องเน้นในเรื่องของความต้องการของตลาดเป็นหลัก และควรเป็นสายพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลได้ง่าย อาทิ พันธุ์แป้นรำไพ (มะนาวแป้นรำไพ เป็นสายพันธุ์ที่มีเกษตรกรปลูกมากที่สุดในขณะนี้) พันธุ์แป้นจริยา ฯลฯ สำหรับคุณสุธนได้เลือกปลูกพันธุ์ "มะนาวไข่" ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นบ้านของจังหวัดสุโขทัย โดยให้เหตุผลว่า มะนาวสายพันธุ์นี้ค่อนข้างทนทานต่อโรคและแมลงได้ดีระดับหนึ่ง ออกดอก ติดผลง่าย และเน้นการขายผลผลิตในตลาดท้องถิ่นซึ่งคนสุโขทัยรู้จักดีอยู่แล้ว

ในเรื่องของการนำกิ่งพันธุ์มาปลูกซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรจะใช้กิ่งตอนซึ่งราคาไม่แพงนัก จุดสำคัญคือคุณภาพของกิ่งตอนจะต้องไม่อมโรค ตอนจากต้นที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรง โดยเฉพาะการคัดเลือกกิ่งพันธุ์เพื่อนำมาปลูกในวงบ่อซีเมนต์นั้นจะต้องไม่ตอนกิ่งจากต้นที่เคยมีประวัติของการราดสารแพคโคลบิวทราโซลเพื่อบังคับให้มะนาวออกนอกฤดูมาก่อน เพราะถ้าตอนกิ่งจากต้นที่ราดสาร เมื่อนำมาปลูกในวงบ่อจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นมาก (มีการแตกใบอ่อนช้ามาก) ในขณะเดียวกันกิ่งตอนที่จะนำมาปลูกควรชำในถุงไม่นานเกิน 1 เดือน ถ้าเป็นกิ่งชำค้างปีจะพบปัญหาเรื่องรากขดไม่แนะนำให้ซื้อมาปลูก



ขั้นตอนการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

คุณสุธนได้อธิบายถึงขั้นตอนของการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จะเริ่มต้นจากการจัดเรียงวงบ่อตามระยะปลูกที่ต้องการ โดยใช้ฝาวงบ่อรองไว้ที่ก้น เกษตรกรจะต้องสังเกตว่าวงบ่อกับฝาที่วางก้นบ่อนั้นจะต้องประกบสนิทกัน ถ้ามันมีรูหรือช่องว่างเวลาที่เกษตรกรรดน้ำไป นานวันจะพบปัญหาดินปลูกจะไหลออกมาตามช่องที่เปิดนั้น เมื่อพบว่าวงบ่อวางไม่สนิทจะต้องรีบแก้ไข โดยใช้ปูนซีเมนต์ผสมแต้มปิดรูหรือช่อง และเมื่อเห็นว่าดินปลูกที่อยู่ในวงบ่อเริ่มพร่องลงไปจะต้องเติมลงไปให้เต็มบ่อ



สูตรวัสดุปลูกของสวนเทียนสว่าง

เนื่องจากวิธีการนี้เป็นการปลูกมะนาวในพื้นที่จำกัด วัสดุปลูกจึงมีความสำคัญมากจะต้องมีการระบายน้ำที่ดี วัสดุปลูกสูตรของสวนเทียนสว่างจะใช้ดินร่วน 4 ส่วน ผสมกับชานอ้อย 2 ส่วน คลุกเคล้าวัสดุปลูกให้เข้ากันอาจจะปรับสภาพดินด้วยปูนโดโลไมต์โรยให้พอประมาณ หรืออาจจะใช้อัตราส่วนของดินร่วน 3 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก 1 ส่วน หรือใช้อัตราส่วนดินร่วน 3 ส่วน ต่อปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกว่าจะหาวัสดุปลูกในท้องถิ่นได้ง่าย สิ่งสำคัญที่สุดสภาพของวัสดุปลูกที่จะใส่ลงไปในบ่อซีเมนต์นั้นจะต้องเน้นในเรื่องของการระบายน้ำที่ดี



การปลูกมะนาวลงในบ่อซีเมนต์

คุณสุธนให้ขุดหลุมในวงบ่อให้มีขนาดใหญ่เท่ากับขนาดถุงชำพอดี นำกิ่งพันธุ์ลงปลูกและกลบดินให้แน่น ใช้ไม้ไผ่ปักค้ำผูกมัดต้นมะนาวให้แน่นเพื่อป้องกันการโยกจากลม หลังจากปลูกเสร็จให้นำวัสดุคลุมหน้าดิน เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า เปลือกถั่วหรือกาบมะพร้าว เพื่อจะช่วยเก็บรักษาความชื้น มีเกษตรกรบางรายอาจจะนำเอากิ่งตอนที่มีรากเดินดีแล้วมาปลูกเลย (ไม่ได้ชำในถุง) คุณสุธนแนะนำว่า ก่อนปลูกให้แกะพลาสติคหุ้มขุยมะพร้าวออก แผ่รากมะนาวออกไม่ให้ขดกันเป็นก้อน จะช่วยทำให้กิ่งมะนาวที่ปลูกลงไปตั้งตัวได้เร็วและรากเดินดี



เลี้ยงต้นมะนาวให้สมบูรณ์

มีอายุอย่างน้อย 8 เดือน

ในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์นั้น นอกจากวัสดุปลูกมีความสำคัญแล้ว "น้ำ" เป็นสิ่งสำคัญมาก คุณสุธนบอกว่า จะต้องมีการให้น้ำทุกวันอาจจะถึงวันละ 2 ครั้ง ในช่วงฤดูแล้ง แต่จะให้น้ำวงบ่อละ 5-10 นาที เท่านั้น เนื่องจากการปลูกมะนาวในรูปแบบนี้ปลูกในบริเวณพื้นที่จำกัด ถ้าให้น้ำมากเกินไปจะเกิดปัญหา 2 อย่าง ตามมาก็คือ ดินที่ปลูกมักจะหลุดไหลออกมาตามน้ำได้ง่ายและอาจจะส่งผลต่อการเกิดโรครากเน่าและโคนเน่าตามมา



ปลูกมะนาวยากจะหลีกเลี่ยง

การใช้สารปราบศัตรูพืช

โดยธรรมชาติของต้นมะนาวเองจัดเป็นพืชที่มีโรคและแมลงศัตรูระบาดทำลายมาก ทำให้ยากจะหลีกเลี่ยงต่อการใช้สารปราบศัตรูพืช แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในขณะนี้มีสารปราบศัตรูพืชหลายชนิดที่มีค่าความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากกว่าแต่ก่อน และอาจจะใช้เพียงชนิดเดียวสามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูมะนาวได้หลายชนิดไปพร้อมกัน อย่างกรณีของแมลงศัตรูที่สำคัญของมะนาวคือ หนอนชอนใบและเพลี้ยไฟ แนะนำให้มีการฉีดพ่นสารโปรวาโด โดยใช้อัตราเพียง 1-2 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) เท่านั้น ในการฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืชให้กับต้นมะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ทุกครั้งควรจะเติมสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา และฮอร์โมนพืชไปพร้อมกันเลย เพื่อเป็นการประหยัดเวลา

สำหรับปุ๋ยเคมีที่จะใส่ให้ทางดินถ้าเป็นช่วงที่เริ่มปลูกมะนาวเพื่อเร่งการเจริญเติบโต คุณสุธนแนะนำให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16, 19-19-19 ฯลฯ หรือใส่สลับกับปุ๋ยยูเรีย ใส่ให้ครั้งละ 1 ช้อนแกง ก็พอแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงสะสมอาหารหรือช่วงเตรียมอดน้ำก่อนหน้าจะออกดอก 1 เดือน คุณสุธนจะให้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตราต้นละ 1-2 ช้อนแกง แต่จะใส่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น



ขั้นตอนการบังคับต้นมะนาว

ในวงบ่อซีเมนต์ให้ออกนอกฤดู

คุณสุธนบอกว่า ต้นมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่จะบังคับให้ออกนอกฤดูควรจะมีอายุเฉลี่ยอย่างน้อย 8 เดือน-1 ปี ก่อนที่จะเริ่มอดน้ำ จะต้องปลิดผลมะนาวที่ติดอยู่บนต้นทิ้งให้หมดอย่าเสียดาย เพื่อให้ต้นไม่ต้องมีภาระเลี้ยงผล จะเริ่มอดน้ำในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม

ใช้ผ้าพลาสติคที่กันฝนได้ หรือพลาสติคคลุมแปลงผักที่มีความยาวประมาณ 3 เมตร และกว้าง 1 เมตร มาคลุมรอบวงบ่อโดยให้ชายของพลาสติคด้านหนึ่งมัดติดกับโคนต้นมะนาวให้สูงราว 20 เซนติเมตร จากพื้นดินขึ้นมา สำหรับชายพลาสติคอีกด้านหนึ่งให้มัดติดกับวงบ่อซีเมนต์ จะต้องมัดให้ตึงและแน่น หลังจากคลุมพลาสติคและปล่อยให้ต้นมะนาวอดน้ำไปได้ 10-15 วัน จะสังเกตเห็นใบมะนาวมีอาการเหี่ยว ดูใบสลดหรืออาจจะพบใบร่วงบ้าง เมื่อครบ 10-15 วัน แล้วให้แกะผ้าพลาสติคที่คลุมปากวงบ่อออกและให้น้ำแก่ต้นมะนาวตามปกติ พร้อมทั้งใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 ต้นละ 1 ช้อนแกง ถ้าต้นมะนาวได้รับอาหารเต็มที่และมีความสมบูรณ์หลังจากให้น้ำและปุ๋ยไปเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นมะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อนพร้อมดอก ในช่วงที่มะนาวแตกใบอ่อนพร้อมการออกดอกจะต้องมีการฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืชเพื่อป้องกันหนอนชอนใบ และที่สำคัญคือเพลี้ยไฟให้ได้ โดยใช้ยาโปรวาโด ดังที่กล่าวมาในข้างต้น หลังจากที่มะนาวเริ่มติดผลอ่อนและเลี้ยงผลไปแก่และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จะตรงกับช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวฤดูแล้งที่มีราคาแพงที่สุดพอดี



ข้อปฏิบัติดูแล

รักษาต้นมะนาวในบ่อซีเมนต์

คุณสุธนยังได้บอกถึงรายละเอียดปลีกย่อยในการดูแลรักษาต้นมะนาวในบ่อซีเมนต์อีกหลายเรื่อง เช่น การค้ำกิ่ง เนื่องจากการปลูกมะนาวในวงบ่อเป็นการปลูกพืชในพื้นที่จำกัด ช่วงที่ต้นมะนาวติดผลเป็นจำนวนมากอาจจะพบปัญหาการโค่นล้มของต้นหรือกิ่งฉีกหักได้ง่าย ผู้ปลูกจะต้องเตรียมการในเรื่องของการค้ำกิ่งหรืออาจจะทำเป็นคอกสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมหรืออาจจะใช้ไม้ง่ามค้ำรอบๆ ต้น

เมื่อผลมะนาวในบ่อซีเมนต์เริ่มแก่และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ควรจะรีบเก็บจำหน่าย ไม่ควรปล่อยให้ทิ้งไว้บนต้นนานๆ เนื่องจากเมื่อต้นมะนาวเลี้ยงลูกในปริมาณมากจะต้องใช้อาหารมากเช่นกัน ต้นมะนาวอาจจะทรุดโทรมได้ง่าย ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นและการบังคับให้ออกฤดูแล้งในปีถัดไป การตัดแต่งกิ่ง หลังจากเก็บเกี่ยวผลมะนาวฤดูแล้งออกจากต้นหมดแล้ว เกษตรกรจะต้องตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งกระโดงและกิ่งที่ซ้อน ตัดแต่งให้เหลือแต่กิ่งหลักๆ เอาไว้ รวมถึงตัดแต่งกิ่งชายล่างๆ ของทรงพุ่มออกเพื่อไม่ให้พุ่มถึงพื้น

หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตมะนาวหมดต้นแล้ว จะต้องใส่วัสดุปลูกเพิ่มลงไปโดยใช้ดินร่วน 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก 1 ส่วน หรือใช้ดินร่วน 2 ส่วน ผสมกับปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว 1 ส่วน นำมาใส่เพิ่มลงในวงบ่อให้เต็มปากบ่อมีลักษณะพูนเป็นหลังเต่า หลังจากนั้นให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16, 19-19-19 อัตรา 1-1 ช้อนครึ่ง (ช้อนแกง) ต่อต้น รดน้ำครั้งละ 5-10 นาที เพื่อเร่งการแตกใบอ่อน ดูแลให้ต้นมะนาวมีความแข็งแรงและสมบูรณ์เพื่อเตรียมในการบังคับให้ต้นออกนอกฤดูในปีถัดไป



สรุปข้อดีของการปลูกมะนาว

ในวงบ่อซีเมนต์

จากความสำเร็จของการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ของ คุณสุธน กล่ำบุตร ได้สรุปถึงข้อดี 3 ประการ ของการปลูกมะนาวในรูปแบบนี้คือ สามารถบังคับให้ออกดอกได้ตามที่เราต้องการเกือบ 100% หรืออาจจะกล่าวได้ว่ามีความแน่นอนว่าวิธีการอื่นๆ การปลูกมะนาววิธีนี้เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีเนื้อที่น้อย หรือคนที่สนใจที่จะทำเป็นอาชีพเสริม ปลูกบนดาดฟ้าก็ได้ ท้ายสุดจากการคำนวณถึงต้นทุนในการผลิตจะสูงในครั้งแรกเพียงครั้งเดียวคือ การจัดซื้อวงบ่อ แต่ต้นทุนในการใช้สารปราบศัตรูพืช ปุ๋ยและฮอร์โมนน้อยกว่าการปลูกในสภาพสวนหรือสภาพไร่



*หนังสือ "การบังคับมะนาวออกฤดูแล้ง" พิมพ์ 4 สี จำนวน 84 หน้า มีแจกฟรี เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 50 บาท ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/200 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (01) 886-7398

เกร็ดเล็กๆการปลูกมะนาว
-ใช้ขี้เ​ถ้ากลบ​ที่โคนต้น ​ใช้ปุ๋ยหมักทำเอง

ร-ดน้ำเยอะๆ ค่ะ มันชอบน้ำ น้ำ​เป็นตัวทำให้มันสร้างผล สร้าง​ที่กักเก็บน้ำ

-ใช้น้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก​ที่ซักผ้าแล้ว​ก็​ได้ ผสม​กับยาฉุน (​เอาสบู่ถูตัว​ที่เหลือๆ ตีให้​เป็นฟองหรือพอให้น้ำมีสีออกขาวๆ หน่อย​ น้ำสบู่นี้​จะ​ใช้แทนสารจับใบ ทำให้ยา​ที่เราฉีดพ่น​ไปไม่ถูกน้ำฝนชะหาย​ไปหมด) ฉีดพ่นไล่แมลงแทนการ​ใช้สารเคมี หรือ​ถ้ามีหัวหนอนตายหยากก็​เอามาทุบๆ คั้นน้ำผสมลง​ไปด้วย เท่านี้แมลงก็ไม่มากวนแล้ว​ค่ะ

แต่​จะปลูกยังไงให้ติดลูกเนี่ย อาจ​ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีบ้างนะคะ เลือกตัว​ที่มีสูตรค่าตัวหลังสูง เช่น 12 12 24 หรือ 12 24 24 ให้อาทิตย์ละครั้งสลับ​กับปุ๋ยอินทรีย์ค่ะ

-  การปลูกมะนาวของแม่เผื่อนนั้น เริ่มจากการเตรียมกล้ามะนาวก็เอาเมล็ดที่เหลือจากใช้สอยมาเพาะในถุงพลาสติกให้โตก่อน แล้วขุดหลุมใหญ่ๆ เอาเศษใบไม้ใบหญ้า ๑ สุ่มไก่ ใส่ลงไปแล้วเผาทิ้งที่ก้นหลุม ต่อมาใส่ปุ๋ย ๑ ถัง ลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน

จากนั้นเป็นขั้นตอนของการดูแลรักษา โดยเอาเศษใบไม้มากองไว้ที่โคนต้นให้รอบ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอีก ปล่อยให้พืชเจริญเติบโตและหาอาหารกินเอง พืชจึงจะแข็งแรง ส่วนน้ำก็รดเฉพาะช่วงหน้าแล้งมาก ๆ เท่านั้น ที่สำคัญไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง แม่เผื่อนใช้ยาสูบไปแช่น้ำ กรองเอาแต่น้ำยาสูบมารดต้นอ่อน พ้นช่วงนี้ไปก็ไม่ต้องดูแลเท่าไร

และถ้าอยากให้มะนาวโตไว แม่เผื่อนบอกเคล็ดลับว่าต้องปลูกมะนาวควบคู่ไปกับต้นหม่อน เวลาหม่อนโตสูงขึ้นจะบังแสงต้นมะนาว ธรรมชาติพืชจะสูงขึ้นแย่งแสงแดดกัน ต้นมะนาวก็ต้องรีบโตตาม จะได้รับแสงแดด ต้นมะนาวจะโตไว แต่มะนาวก็มีข้อห้ามเด็ดขาดเรื่องการพรวนดินไต้ต้นเราะรากมะนาวจะแผ่กว้าง รวมทั้งมีรากฝอยมาก ถ้าพรวนดินจะทำให้รากขาด ต้นมะนาวจะไม่ค่อยสมบูรณ์ โตช้า ช่วงนี้ถ้ามีกิ่งตายต้องรีบตัดทิ้ง เพื่อไม่ให้มันลามไปที่กิ่งอื่น ปีไหนที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มะนาวจะติดลูกดกมาก จนหลายคนต้องทึ่งและนึกเอ็นดูที่มันติดผลมากมายขนาดนั้น

แม่เผื่อน ยังค้นพบและมีข้อสังเกตว่า ก่อนที่มะนาวจะออกผล ถ้าใบมันเริ่มร่วงหมดต้นแสดงว่ามันกำลังจะผลิดอก แต่ถ้าเกิดตรงข้ามใบมะนาวยังอยู่เต็มต้น แสดงว่ามะนาวจะยังไม่ออกดอก ทีนี้ถ้าออกดอกแล้ว ฝนยังไม่ตกตามมันก็จะไม่ติดผล ถ้าจะให้มันติดผลดี ฝนต้องตกหลังจากมะนาวออกดอกแล้ว เพื่อช่วยผสมเกสร ถ้ามะนาวติดผลแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ต้องดูแลมาก ถ้าน้ำดี ฝนตกตามฤดูกาล มะนาวก็จะมีน้ำมาก แต่ถ้าฝนน้อย ผิดฤดูกาล ก็จะเป็นมะนาวหน้าแล้ง แทบไม่มีน้ำ
บันทึกการเข้า

ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 09:29:26 pm »

 เยี่ยมมาก
บันทึกการเข้า

ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 09:30:07 pm »

 เยี่ยมมาก


http://www.ldd.go.th/ofsweb/news/report_ldd_44/report_ldd_44/report_ldd_44_17.pdf

      ● มะนาวเป็นพืชที่มีความสำคัญสำหรับคนไทย มีการนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน โดยการนำมาเป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารหรือ นำมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่ม และในปัจจุบันนี้ก็นิยมนำมารับประทาน หรือเป็นส่วนผสมของเครื่องบำรุงผิวพรรณ เพื่อความสวยงามของ คุณสุภาพสตรี มะนาวจะให้ผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม - ตุลาคม มะนาวในช่วงระยะเวลานี้จะมีราคาถูกเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวน มาก แต่ในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน มะนาวจะมีราคาแพงมาก เนื่องจากมีผลผลิตน้อยด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรต้องการ ผลิตมะนาวนอกฤดูกันมากขึ้น เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูนั้นทำได้หายวิธี เช่น การใช้สารเคมี การใช้วิธีรมควัน เป็นต้น แล้วแต่ผู้ปฏิบัติ ว่าจะทำด้วยวิธีใด ซึ่งการผลิตมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ในบริเวณบ้านก็เป็นวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดูวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ

ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับการผลิตมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์จากหลาย ๆ แห่ง พบว่าส่วนใหญ่จะกล่าวถึงคุณนรินทร์ พูลเพิ่ม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ว่าเป็นผู้ที่ค้นพบวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ ซึ่งจากการศึกษา จากหนังสือและเอกสารต่างๆ ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้จึงได้ทดลองนำมาปฏิบัติจริงในบริเวณบ้าน โดยลงทุนซื้อบ่อซีเมนต์ขนาด 80 เซนติเมตร และแผ่นรองวงบ่อขนาดเดียวกันคิดเป็นเงินประมาณ 130 บาท/ชุด (ซื้อมาจำนวน 3 ชุด) โดยนำวงบ่อมาวางให้พอดีกับแผ่นรองวง บ่ออย่าเชื่อมติดกันต้องให้น้ำไหลผ่านออกได้สะดวก วางไว้ในบริเวณที่ว่างและสามารถรับแสงได้ ได้เตรียมดินโดยการผสมดินเหนียว ปุ๋ยคอก แกลบดิบ ในอัตราส่วน 2 : 1 : 1 แต่ส่วนใหญ่ในเอกสารที่แนะนำจะให้ใส่ ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก 3 : 2 หรือดินร่วน : ปุ๋ยคอก 3 : 1 หรือดินเหนียว : ปุ๋ยหมัก : ขี้เถ้าแกลบดำ 3: 2 : 1 ใส่ดินที่ผสมแล้วลงในวงบ่อให้เต็มวงบ่อ แล้วพูนดินปลูกขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วขุดหลุมเล็ก ๆ ตรงกลางวงบ่อซี เมนต์ นำกิ่งพันธุ์มะนาวลงปลูก กลบดิน ทำหลักไม้ไผ่ผูกกับต้นมะนาวเพื่อป้องกันการโยกของต้น ใช้เศษหญ้าคลุมหน้าดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม โดยเริ่มปลูกมะนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ใช้มะนาวพันธุ์แป้นและพันธุ์ไข่ ในระยะแรกจะรดน้ำให้ต้นมะนาวทุกวัน ประมาณ 1 อาทิตย์ และหลังจากนั้นจึงให้น้ำเว้นวัน และต่อมาก็จะรดน้ำโดยดูจากลักษณะของดินว่ายังมีความชื้นอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีความชื้นก็จะรดน้ำทันที มะนาวมี การเจริญเติบโตดี แต่จะมีปัญหาเรื่องหนอนกัดกิน ใบอ่อน หนอนชอนใบ ซึ่งทำการกำจัดโดยการทำลายหนอน ด้วยการบี้ด้วยมือ เนื่องจาก ปลูกมะนาวเพียง 3 ต้นเท่านั้นจึงมีแรงงานพอที่ป้องกันด้วยวิธีนี้ได้ และยังพบปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์เนื่องจากมะนาวทั้ง 2 พันธุ์ที่ปลูกนี้จะ อ่อนแอต่อโรคดังกล่าว จึงใช้วิธีการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและเผาทำลายทิ้งไป

เมื่อมะนาวเจริญเติบโตได้ประมาณ 2 เดือนใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 50 กรัม/ตัน โดยหว่านบริเวณรอบ ๆ โคนต้นแล้วรดน้ำ ตาม ควรใส่ปุ๋ยเคมีทุก 1 - 2 เดือน) ในเดือนมกราคม มะนาวจะเริ่มมีการออกดอก จึงต้องเด็ดดอกทิ้งไป ทั้งนี้เนื่องจากมะนาวยังมีอายุน้อยและ มีวัตถุประสงค์ว่าจะให้มะนาวออกดอกเพื่อให้ได้ผลผลิตในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มะนาวในตลาดมีปริมาณน้อย (การปลูกมะนาวใน วงบ่อซีเมนต์ ควรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉพาะช่วงนอกฤดูเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้มะนาวออกดอกติดผลอยู่บนต้นตลอดปี จะทำให้มะนาวทรุดโทรม เร็วกว่าปกติ) ต่อมาในเดือนมีนาคม พบว่ามะนาวเริ่มออกดอกอีกครั้ง ด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นจึงต้องใช้วิธีการเด็ดดอกทิ้งเช่นเดิมเนื่อง จากมะนาวที่ปลูกมีจำนวนน้อย จึงมีแรงงานและเวลาเพียงพอที่จะเด็ดดอกทิ้ง และจากการอ่านเอกสารแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการทำให้ดอกมะนาว ร่วง ผู้เขียนเคยอ่าน ในวารสารสาระไม้ผล ซึ่งอาจารย์รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้กล่าวไว้เกี่ยว กับการปลิดดอกและผลอ่อนมะนาวเพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดูนั้น มีความจะเป็นที่ต้องกำจัดดอก และผลอ่อนที่ไม่ต้องการในฤดูกาลทิ้งออกไปก่อน การตัดแต่งกิ่งนอกจากจะเป็นการกำจัดดอกและผลอ่อนออกไปได้บางส่วน แล้วยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้มีการผลิยอดอ่อนใหม่ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ อีกด้วย ภายหลังจากตัดแต่งแล้วดอกและผลอ่อนที่เหลือก็สามารถใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตหรือฮอร์โมนมาช่วยได้สารเหล่านี้เท่าที่มีรายงาน ผลการทดลองใช้นั้นมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ NAA เข้มข้น 2,000 ppm. สามารถปลิดผลอ่อนในระยะกลีบดอกโรยและระยะที่ผลมีอายุ 2 - 3 สัปดาห์ได้ดีกว่าในระยะที่เป็นตาดอกและระยะดอกบาน อย่างไรก็ตามการใช้ NAA ในความเข้มข้นระดับนี้ไม่สามารถกำจัดดอกและผลอ่อนให้ หมดไปได้ตามต้องการ การใช้ความเข้มข้มที่สูงมากกว่านี้อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษกับต้นมะนาวได้ สารควบคุมการเจริญเติบโตอีกชนิดหนึ่งที่ ใช้ในการปลิดดอกและผลอ่อนของมะนาวคือ เอทธีฟอน (ethephon) ในระดับเข้มข้น 300 ppm. สามารถกำจัดดอกและผลอ่อนได้อย่างดีมาก ซึ่ง ประสิทธิภาพของการปลิดทั้งดอกและผลอ่อนมีถึงกว่า 90% ระยะที่สามารถปลิดได้ผลดีที่สุดหรือปลิดได่อย่างสมบูรณ์ (100%) คือ ระยะดอกบาน ส่วนผลอ่อนที่มีอายุมากกว่า 1 เดือนขึ้นไปหรือผลที่มีขนาดใหญ่ แล้วไม่สามารถปลิดได้ การใช้ความเข้มข้นสูง 400 ppm. สามารถปลิดดอกและ ผลอ่อนได้ 100% แต่ผลข้างเคียงของเอทธีฟอนนี้ก็มีอยู่ค่อนข้างมาก โดยมีผลทำให้ใบร่วงและเกิดอาการยางไหลได้ ใบที่มีผลกระทบต่อการใช้ สารนี้มากที่สุดคือใบที่มีสภาพไม่ค่อยสมบูรณ์ เช่น ใบที่มีโรคแคงเกอร์และหนอนชอนใบเข้าทำลายมักมีการร่วงหล่นในระดับสูงมาก อย่างไรก็ ตามการใช้สารนี้หากใช้ในระยะที่มีแดดจัดอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ ดังนั้นระดับที่สมควรใช้จึงควรอยู่ที่ 300 ppm. เท่านั้น สำหรับผลที่ยัง ปลิดดอกไม่หมดนั้นสามารถใช้ปลิดด้วยมือได้อย่างไม่ลำบากภายหลังการปลิดด้วยสารเคมีแล้ว ทั้งนี้เพราะจำนวนผลที่เหลือติดอยู่นั้นมีน้อยมาก แต่ผู้เขียนยังไม่ได้ทดลองใช้สารเคมีทั้งสองชนิดปฏิบัติเนื่องจากว่ายังมีแรงงานและเวลาพอที่จะใช้วิธีเด็ดดอกทั้งไป คาดว่าในฤดูกาลหน้าถ้าพบ ปัญหาการออกดอกของมะนาวในระยะเวลาที่ไม่ต้องการ คงจะได้ใช้วิธีดังกล่าวเนื่องจากมะนาวคงจะมีการออกดอกเพิ่มมากขึ้นต้องใช้เวลาในการ เด็ดทิ้งนาน และบางครั้งอาจจะไม่ทั่วถึง จะทำให้มีการติดผลในเวลาที่ไม่ต้องการ

ในเรื่องของการตัดแต่งกิ่ง จะทำการตัดแต่งกิ่งเมื่อ เห็นว่ามีกิ่งที่เป็นโรคกิ่งผุ กิ่งที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น กิ่งไขว้กัน กิ่งที่อยู่ ชิดดินมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งการตัดแต่งกิ่งก็เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นการกำจัดดอกและผลที่ไม่ต้องการทิ้งไป เพื่อให้ได้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ต้องงดน้ำในเดือนกันยายน - ตุลาคม (มะนาวจะใช้เวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผล ผลิตประมาณ 4 - 5 เดือน) เริ่มงดให้น้ำมะนาวประมาณกลางเดือนกันยายน แต่เนื่องจากเป็นฤดูฝน จึงต้องควบคุมด้วยการใช้ผ้าพลาสติกคลุม โคนต้น (ปากวงบ่อ) ไม่ให้น้ำซึมลงไปในดินภายในวงบ่อ ส่วนทางรากมะนาวก็จะดูดน้ำไม่ได้ เนื่องจากมีฝารองวงบ่อกั้นอยู่ประมาณ 15 - 30 วัน ใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยวหรือมีใบร่วง หลังจากนั้นนำผ้าพลาสติกคลุมโคนออก ให้น้ำและปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 50 กรัม/ต้น ซึ่งเมื่อดอกเริ่ม บานจำเป็นต้องมีการจัดการให้น้ำโดยเริ่มให้ดินมีความชุ่มชื้นบ้างในระยะแรก และเพิ่มขึ้นเมื่อมีการติดผลทั่วต้น ซึ่งถ้าการควบคุมดูแลการให้ น้ำไม่ดีพอ อาจทำให้ต้นขาดน้ำและทำให้ผลอ่อนหลุดร่วงได้ ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีให้ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 200 กรัมต่อต้นร่วมกับ ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 50 กรัม และเมื่อได้ผลผลิตแล้วต้องเตรียมบำรุงสภาพต้นให้สมบูรณ์กลับคืนโดยเร็วโดยการตัดแต่งกิ่ง ปลิดช่อดอกและ ผลเล็กออกให้หมด และใส่ปุ๋ยบำรุงต้น เพื่อให้พร้อมที่จะผลิตมะนาวนอกฤดูรุ่นต่อไป การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์เพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดู จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้ผลผลิตนอกฤดูกาล ทำให้ ไม่ต้องซื้อมะนาวในราคาที่แพงแล้วยังสามารถปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณบ้านได้อีกด้วย จึงขอเชิญชวนทุกท่านทดลองปลูก แม้เพียง 1 - 2 ต้นก็ ยังดีและเมื่อเกิดความชำนาญแล้วอาจจะกลายเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพใหม่ ต่อไปในอนาคตก็ได้…



 

บทความโดย
เครือวัลย์ บุญเงิน

ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ กรมวิชาการเกษตร
บันทึกการเข้า

ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 10:15:28 pm »

ดูการผลิตมะนาวเงินล้านด้วยเทคนิคการบังคับนอกฤดู

   
ในช่วงที่ราคามะนาวแพงที่สุดคือช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี บางปีเกษตรกรขายผลมะนาวในช่วงนี้จากสวนได้ราคาถึงผลละ 3-5 บาท ก็เคยมี ทำรายได้สูงกว่าพืชอื่น ๆหลายชนิด ด้วยราคาที่ดึงดูดใจทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะนาวสนใจในเรื่องของเคล็ดลับและเทคนิคในการบังคับให้มะนาวออกฤดูแล้งกันทุกราย แต่มีทั้งที่ประสบความสำเร็จบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังประสบกับความล้มเหลว ด้วยยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงและมีการบำรุงรักษาต้นมะนาวไม่ ถูกต้อง
     
คุณมานิด อินทรไทยสงค์ บ้านเลขที่ 121 หมู่ 13 ต.ทุ่งนิคมโพธิ์ทะเล อ.เมือง จ.กำแพงเพชร มีพื้นที่ปลูกมะนาวจำนวน 50 ไร่ ในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวของ จ.กำแพงเพชร ยกให้คุณมานิดเป็นมือหนึ่งของการบังคับมะนาวออกนอกฤดู คุณมานิดบอกว่าความสำเร็จของการบังคับมะนาวให้ออกฤดูแล้งจะต้องมีการเริ่มต้นที่ถูกต้อง เริ่มแรกคือการเตรียมพื้นที่ปลูกถึงแม้พื้นที่ปลูกจะเป็นสภาพไร่น้ำท่วมไม่ถึงก็ตาม ควรจะมีการเตรียมแปลงปลูกด้วยการยกร่องลูกฟูกเพื่อการระบายน้ำที่ดี หลังจากนั้นจะต้องเตรียม กิ่งพันธุ์มะนาวที่ได้คุณภาพมาปลูก การคัดเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวของคุณมานิด จะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่งจากต้นแม่พันธุ์ที่มีอายุต้นประมาณ 1 ปี ต้นมะนาวไม่เคยผ่านการราดสารแพค โคลบิวทราโซลมาก่อน เมื่อกิ่งตอนมีรากพร้อมที่จะตัดมาชำแล้วให้นำมาชำในถุงดำที่ใช้วัสดุปลูกเป็นขี้เถ้าแกลบดำ ระยะเวลาของการชำกิ่งใช้เวลาเพียง 10 วันเท่านั้นและควรจะนำกิ่งที่ชำนั้นมาวางไว้ในที่กลางแจ้งไม่ต้องใช้ตาข่ายพรางแสง เมื่อนำไปปลูกให้แกะถุงดำออกเอาส่วนของรากกิ่งพันธุ์จุ่มน้ำให้ขี้เถ้าแกลบดำหลุดออกเหลือเพียงรากเท่านั้น (ล้างราก) หลุมที่ใช้ปลูกขุดให้ลึกเพียง 10 เซนติเมตร ก็พอ แผ่รากมะนาวให้ทั่วหลุมกลบดินให้แน่น ปักไม้ไผ่ค้ำต้นไม่ให้ลมโยก นำฟางข้าวคลุมบริเวณโคนต้นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับในการเร่งการเจริญเติบโตของต้นมะนาวเล็กนั้นคุณมานิดจะใช้ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 1 กก. ผสมน้ำ 10 ลิตร รดให้ต้นมะนาวอัตรา 1 แก้วน้ำต่อต้น  ทุก ๆ 20 วัน เมื่อต้นมะนาวมีอายุครบ 1 ปี จะมีความสูงของต้นเฉลี่ย 1.50-1.70 เมตร
     
ต้นมะนาวที่จะทำการบังคับให้ออกฤดูแล้งควรมีอายุต้นอย่างน้อย 3 ปี โดยยึดหลักการกว้าง ๆ ว่าเดือนสิงหาคม-กันยายน เป็นช่วงของการสะสมอาหารให้ต้นมะนาวมีความสมบูรณ์ที่สุด ในช่วงใบอ่อนชุดสุดท้ายภายในเดือนกันยายนจะมีการราดสารแพคโคลบิวทราโซล เพื่อควบคุมไม่ให้ต้นมะนาวแตกใบอ่อนออกมาอีก เมื่อถึงช่วงต้นเดือนตุลาคม ดูลักษณะของใบมะนาวว่ามีใบเขียวเข้มจับดูจะกรอบแสดงว่ามีความพร้อมที่จะเปิดตาดอก ให้ฉีดกระตุ้นการออกดอกเมื่อติดผลแล้ว ผลมะนาวจะไปแก่และเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งที่ราคาแพงที่สุด
     
คุณมานิดได้บอกถึงข้อควรระวังในการใช้สารเคมีช่วงมะนาวออกดอกจะต้องหลีกเลี่ยงในการใช้สารฆ่าแมลงที่ส่วนประกอบของน้ำมันหรือที่ชาวบ้านเรียกว่ายาร้อน ในระยะดอกบานให้ระวังเชื้อราเข้าทำลายขั้วดอกและทำให้ดอกหลุดร่วงได้.

ที่มา  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

kan
Full Member
member
**

คะแนน77
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660



« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2008, 12:42:27 pm »

 ขอบคุณครับ ที่หาสิ่งมีประโยชน์มาให้อ่าน ผมปลูกทีไร ตายทุกที ค่อยๆตายไปทีละกิ่ง อ่านการปลูกในขอบบ่อเข้าท่าดีน่าลอง ทำไว่4-5ต้นก็พอ ไว้ใช้ในครัวเรือนเหลือก็ขาย จะทิ้งอิเล็ค ไปทำเกษตร ปวดหัวมามากแล้ว อยากจะพักผ่อนสมองครับ
บันทึกการเข้า
ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2008, 12:49:36 pm »

อ้างถึง
จะทิ้งอิเล็ค ไปทำเกษตร ปวดหัวมามากแล้ว อยากจะพักผ่อนสมอง
...ใจเย็นๆครับ หากตั้งใจรับงานซ่อม ยังมีงานอีกมาก ..ทำสบายๆเงินพอเลี้ยงตัวได้ครับ ที่ดินผมไปซื้อไว้ปลูกข้าวโพด+ลงสวนมะนาวก็เป็นเงินที่ได้จากงานซ่อมทั้งนั้น ..ถึงไม่ได้มากเหมือน10ปีก่อน .ก็ยังพอมีเก็บนิดหน่อยครับ  Lips Sealed
http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?PHPSESSID=c2ec61279e802879d8bb6246f952d0e5&topic=29417.0

..ผมคงเดินทางไปดูสวนเกษตรเดือนละครั้ง เท่ากับไปเปลี่ยนบรรยากาศ....กลับมาแล้วมีแรงใจซ่อม  ... ทำใจสบายๆ งานเดิน เงินดีครับ  เยี่ยมมาก  Smiley
บันทึกการเข้า

supoj007
กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม.
member
*****

คะแนน284
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1555



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2008, 08:16:14 pm »

งานเกษตร  ผมว่า มันยากกว่าการซ่อมทีวี สะอีกครับ
ต้อง  เรียนรู้  สังเกตุ  สอบถาม  ลองผิดลองถูกจากคนที่เก่งๆแล้ว
ที่สำคัญ ต้องเข้าหา เกษตรตำบล อำเภอ ช่วยแนะนำ หรือ หาที่ปรึกษาคนที่มีประสบการณ์
จากตำรา ผมคิดว่า ไม่น่าจะพอเพียง
ปลูก อยาก
บำรุงดูแล อยาก
การปลูกพืช  มันเหมือนการเลี้ยงลูก   ต้องเอาใจใส่จริงๆ
แต่หากปลูกแบบไม่ดูแล
 ก็อาจจะไม่ได้ผลเท่าใด
เดียวนี้การเกษตรแบบพอเพียง ก็คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใด เพราะทำน้อยๆ พอกินพอใช้ เหลือแบ่งขาย
แต่หากจะเป็นการปลูกแบบขาย  ต้องมีการศึกษา งานด้านตลาดมาเกี่ยวข้องอีก  จะขายเองหรือจะส่งพ่อค้าคนกลาง
ทุกข์ของชาวเกษตรกร คือ ไม่มีทุนเพียงพอ จงต้องหยิบยืมเป็นหนี้สิน 
ขอเป็นกำลังใจให้พี่เล็ก ที่กลับไปด้านการเกษตร อันเป็นอาชีพที่เหมาะที่สุดของคนไทยของประเทศไทย
เพราะประเทศไทย ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างอื่น นอกจากอุตสาหกรรมการเกษตร(ความเห็นของผมครับ) ขอบคุณ
บันทึกการเข้า
ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2008, 08:28:27 pm »

งานเกษตรตอนนี้ ผมทำเป็นอาชีพเสริมครับ   Cheesy Smiley
..เพราะระยะนี้ต้องรอปาล์มโตอีก 2 ปีจึงจะเก็บเกี่ยวได้ครับ จึงคิดซื้อที่ดินราคาไม่แพงไว้ให้ลูก-เมียมากกว่า แต่ใจจริงต้องการไปพัฒนาบ้านเกิดของแฟนผมด้วยครับ เพราะที่นั่นยังต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะ
 ..ผมพอมีเพื่อนๆที่ทำงานในมหาวิทยาลัยแม่โจ้หลายท่าน ที่ทำงานหน่วยส่งเสริมการเกษตร ที่พร้อมเดินทางไปพัฒนาชนบทด้วยกัน
..โครงการแรกที่จะทำ คือจะทำน้ำดื่มสะอาดและฆ่าเชื้อฟรีแก่ชาวบ้านครับ เพราะชาวบ้านที่นั้นบริโภคน้ำไม่สะอาด เป็นนิ่วกันเยอะ  ... ขอบคุณ คุณเมธี เงินคีรี แห่งม.แม่โจ้ด้วยครับ ที่คอยสนับสนุนด้านวิชาการและบริหารระบบให้ครับ

--โครงการต่อไป ตั้งใจให้ชาวบ้านรู้จักการผสมเทียมปลา เพื่อให้มีปลาบริโภคทั้งปี (ที่นั่นปลามีน้อย คนต้องการเยอะ)  ..พอดีผมเคยทำฟาร์มผสมเทียมปลาและทำปลาเพศผู้มาประมาณ5  ปี โดยได้รับการอบรมและสนับสนุนจากม.แม่โจ้ และประมงเชียงใหม่ โดยมี อ.บัญชา ทองมี , อ.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน  หัวหน้าภาควิชาประมง..,อ.แอ๊ด ..ฯลฯ คอยช่วยเหลือด้วยน้ำใจตลอดมา ทั้งความรู้ ..ช่วยสั่งตัวยาฮอร์โมน จัดการด้านบริหาร ฯลฯ ..ขอบพระคุณครับๆๆ  Smiley

..ทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นครับ เพราะผมไม่มีเงินถุง เงินถัง ..ค่าใช้จ่ายช่วยโครงการนี้ก็มาจากเงินที่เหลือจากงานซ่อมแล้ว เจียดไว้เดือนละ 5-6 พันบาท บางเดือนก็ไม่เหลือ  ..ค่อยๆทำไปครับ ทำแล้วสบายใจ สังคมดีขึ้น ก็อยากทำครับ  คนเราไม่กี่ปีก็ตายครับ ...ทำความดีไว้บ้างก็จะดีนะ ขอบคุณ
บันทึกการเข้า

kan
Full Member
member
**

คะแนน77
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660



« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 07:54:11 am »

 ซื้อที่ดินไว้ดีแล้วครับ ลูกหลานจะได้มีที่ทำกิน ผมเลือดตาแทบกระเด็น ได้ไว้แค่5ไร่เอง ที่ดินแถวผมแพงอะ ปลูกอย่างละนิด อย่างละหน่อย แบบไม่ต้องซื้อ แต่ยอมรับว่าเหนื่อยมาก บางทีเลิกงานไป ยังไม่มืดก็เอารถออกไปไถสวน ตัดหญ้าบ้าง ถึงจะเหนื่อยยังไง พอเราตื่นมา ก็หายเหนื่อย แต่ไม่มีกินนะซิ........เป็นคติประจำใจผมครับ
บันทึกการเข้า
ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 09:13:24 am »

ผมทำแบบกำไรน้อยไม่ต้องเหนื่อยมากครับ ซื้อที่ดินไว้ ลงทุนเมล็ดพันธุ์..ปุ๋ย...ยา แต่การดูแล,เก็บเกี่ยวให้ญาติของแฟนเป็นคนจัดการครับ แบ่งรายได้ให้เขา 40%จากผลกำไร หากเขาดูแลไม่ดีก็ได้ส่วนแบ่งน้อย หากเขาขยันใส่ใจก็ได้ผลตอบแทนเยอะครับ   Tongue

ตัวอย่างต้นทุนทำไร่ข้าวโพดครับ
- ฤดูปลูก หน้าฝน
- ค่ารถไถดินไร่ละ300บาท 12ไร่ วันเดียวเสร็จ
- ค่าหว่านเมล็ดไร่ละ 150 บาท
- เมล็ดพันธุ์กระสอบละ 800 บาทหว่านได้ 1 ไร่(ปลูกอย่างแน่น)
- ลงยาป้องกันแมลงเดือนแรกครั้งเดียว จ้างคนพ่นยาไร่ละ250บาท(ซื้อยาให้) ถังพ่น 1ถังพ่นได้ 2 ไร่
- ค่าจ้างเก็บเกี่ยวไร่ละ 150 บาท. รถลากอีก 150 บาท.
- บริษัทมารับซื้อถึงที่   Tongue


..แฟนผมซื้อที่ดินแปลงเล็กๆไว้ 10 ไร่หลายปีแล้วครับ หน้าฝนจะทำไร่ข้าวโพด 3เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ มีบริษัทมารับซื้อถึงสวน 10ไร่ได้ประมาณแสนกว่าต่อครั้งครับ(ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) ...เหลือกำไรประมาณครั้งละ 7 หมื่น แบ่งให้ญาติแล้วยังเหลือประมาณ 4หมื่นกว่า .. เท่ากับว่าช่วยญาติๆด้วยครับ แต่ต้องไว้ใจกัน และขยัน ..ช่วยกันเท่าที่ช่วยได้ ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน..กิจการถึงอยู่รอดครับ  Lips Sealed

..ปีนี้ผมซื้อไว้12ไร่ ปลูกข้าวโพด 3 ปีคงได้ค่าที่ดินคืนครับ(คงต้องขึ้นอยู่กับราคารับซื้อด้วยนะ) ..

..ถึงรายได้ไม่สูงเท่างานซ่อม ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ ..ยิ่งทำก็ยิ่งมีที่ดินไว้ให้ลูกหลานทำมาหากินครับ  Tongue

..ต้นเดือนนี้หากผมไม่ติดธุระไปที่ชุมพร ก็คงไปดูญาติๆเขาไถดิน+ลงเมล็ดข้าวโพดในที่ดินที่ผมซื้อไว้เดือนที่แล้ว... ไปชนบทครั้งใด ก็สดชื่นใจคราวนั้นครับ เพราะน้ำใจชาวบ้านที่กองวะนี่น่ารักจริงๆ  Tongue Smiley
บันทึกการเข้า

kan
Full Member
member
**

คะแนน77
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660



« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 12:37:12 pm »

 โฮ สามเดือนได้สี่หมื่นกว่าๆ  ไม่น้อยนะครับ เอาอันนั้นนิด อันนี้หน่อย มารวมกันรายได้ไม่ใช่ย่อยนะครับ คนเอื้อเฟื้อมีน้ำใจจะเป็นแบบนี้หละครับ ทำอะไรก็ดีไปหมด ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ครับผม
บันทึกการเข้า
ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2008, 12:52:58 pm »



ทำแบบพอกินก็ไม่ต้องลงทุนสูง หรือเหนื่อยมาก ..ถ้าคิดโลภมากปลูกเอง-ขายเอง-ส่งเอง อันนั้นเหนื่อยมาก ควรตั้งเป็นรูปสหกรณ์จะมีอำนาจต่อรองกับคนกลางครับ
...คุณkan ลองรวมชาวบ้านที่พอมีที่ดินว่าง รับเมล็ดพันธุ์จากบ.CPมาปลูกดูนะครับ เขารับซื้อคืนด้วย ตามนโยบายของCP ที่รวยกับรวย แต่ไปว่าเขาก็ไม่ถูกเพราะเขาก็สร้างงานให้ชาวบ้านไปด้วย แม้จะขายผลผลิตราคาไม่เต็มที่ แต่ก็ดีกว่าต้องหาตลาดรับซื้อเอง ...อันนั้นเหนื่อยครับ  Tongue

..ที่แน่ๆถ้าเป็นพ่อค้าคนกลางได้ ..รวย ครับ รวย .. แต่ต้องมีช่องทางและมีทุน  เยี่ยมมาก

..ทำการเกษตรให้สบายใจ ควรมีทุนนิดหน่อย.. ไม่ควรไปกู้ยืม ..เพราะการกู้ยืมทำให้เราไม่สบายใจและตั้งความหวังกับผลผลิตเกินไป  ..  ผมเองก็หาซื้อที่ดินถูกๆไว้ทำมาหากิน หาบ่อยๆก็ได้ผืนใหญ่ขึ้นมาเองครับ ที่สำคัญต้องมีใจรักและไม่ท้อง่ายๆด้วยนะ  เพื่อนๆท่านใดพอมีเงินเหลือนิดหน่อย ซื้อที่ดินทำกินเก็บไว้ก็ดีนะครับ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปผมคิดว่าสินค้าเกษตรจะจำเป็นยิ่งขึ้นครับ ...  Smiley
บันทึกการเข้า

kan
Full Member
member
**

คะแนน77
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 660



« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2008, 08:01:44 am »

แน่นอนเลยครับท่านเล็ก เราเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว เราท้อได้ แต่ถอยไม่ได้ครับผม อะไรประหยัดได้เราก็ประหยัด เราทำได้เราจะทำจ้างเขาให้น้อยหน่อย สงสัยอะไรก็ถามกันในเวบ ท่านเล็กหละครับ เราไม่รู้อะไรหมดซะทุกอย่าง ความรู้ท่านละนิดละหน่อย บางเรื่อง ผมยังไม่รู้เลย พออ่าน เออ เข่าท่าแฮะ เยี่ยมมาก
บันทึกการเข้า
supoj007
กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม.
member
*****

คะแนน284
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1555



เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2008, 10:01:57 am »

อ้างถึง
ทำการเกษตรให้สบายใจ ควรมีทุนนิดหน่อย.. ไม่ควรไปกู้ยืม ..เพราะการกู้ยืมทำให้เราไม่สบายใจและตั้งความหวังกับผลผลิตเกินไป  ..  ผมเองก็หาซื้อที่ดินถูกๆไว้ทำมาหากิน หาบ่อยๆก็ได้ผืนใหญ่ขึ้นมาเองครับ ที่สำคัญต้องมีใจรักและไม่ท้อง่ายๆด้วยนะ  เพื่อนๆท่านใดพอมีเงินเหลือนิดหน่อย ซื้อที่ดินทำกินเก็บไว้ก็ดีนะครับ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปผมคิดว่าสินค้าเกษตรจะจำเป็นยิ่งขึ้นครับ ... 


 เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก

เห็นด้วยครับ   คำว่าพอ คือ ไม่เป็นหนี้ หรือเป็นหนี้ แต่มีปัญญาหาใช้ ให้พอ  หากยืม ต้องพอมีใช้คืน หากไม่พอใช้คืน ก็คือชีวิตที่ไม่พอ
ตอนนี้ใครมีที ว่างๆก็ลองทำอะไรๆดู  ลองแบบพี่เล็ก เดือนหนึ่งไปดูครั้ง  พอมีเงินก็จ้างแบบวาน  พึ่งพากัน เช่น ชาวบ้านที่ไว้ใจดูแลก่อน
บันทึกการเข้า
ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 26, 2009, 09:27:55 pm »

มะนาวเน่ายังขายได้เหตุปีนี้มะนาวแพงจัด
   
17:53 น.

    ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สงขลา ว่าราคามะนาวในตลาดสดสงขลาเริ่มปรับตัวลดลง เนื่องจากเริ่มมีมะนาวจาก จ.ยะลา และ จ.นครศรีธรรมราช ทยอยออกสู่ตลาด จากก่อนหน้านี้มีเฉพาะมะนาวจาก จ.เพชรบุรี เพียงอย่างเดียว โดยขณะนี้มะนาวทุกขนาดปรับลดราคาลงกิโลกรัมละกว่า 20 บาท โดยเฉพาะผลใหญ่ซึ่งราคาสูงสุดแตะ 170 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้เหลือ 150 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ยลดลงลูกละ 2 บาท
    นางจันทร์เพ็ญ พุทธศักดิ์ แม่ค้าขายมะนาวในตลาดสดสงขลา เปิดเผยว่า ขายมะนาวมากว่า 10 ปีไม่เคยเจอมะนาวราคาแพงเหมือนปีนี้ และแม้จะแพงแต่ชาวบ้านยังจำเป็นต้องซื้อ โดยเฉพาะร้านอาหารที่ต้องใช้มะนาวเป็นส่วนประกอบเพื่อคงรสชาติไว้ อย่างไรก็ตามจากพิษของมะนาวแพงในปีนี้ มะนาวที่มีตำหนิหรือมะนาวเริ่มเน่ายังขายได้และขายดี ชาวบ้านแย่งกันซื้อ จากที่ต้องคัดทิ้ง โดยเฉพาะมะนาวเน่าขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท
บันทึกการเข้า

ช่างเล็กๆ(LSV)
Administrator
member
*

คะแนน780
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14245


คิดดี ทำดี ชีวิตมีแต่สุข


« ตอบ #17 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2009, 12:31:43 pm »

คมชัดลึก :ช่วง เดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี บรรดาแม่บ้านจะประสบกับความเดือดร้อนราคาผลมะนาวขาดตลาด และมีราคาแพง แต่ปัจจุบัน "สมนึก สะอาดใส" ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 อ.เมือง จ.สงขลา มีเทคนิคง่ายๆ ในการปลูกมะนาวพันธุ์ "พิจิตร 1" ในบ่อซีเมนต์ สามารถบังคับให้ออกผลผลิตได้ในช่วงที่ผลมะนาวขาดแคลนและมีราคาแพงได้แล้ว


   สมนึก บอกว่า ทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี ประชาชนจะประสบความเดือดร้อนเกี่ยวกับมะนาวราคาแพงและหายาก คุณภาพไม่ดี เพราะช่วงหน้าแล้งมะนาวจะออกผลผลิตน้อยมาก เขาจึงหาวิธีในการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ เพื่อบังคับให้ออกผลผลิตนอกฤดูกาล โดยใช้ท่อซีเมนต์ขนาดกว้าง 80 ซม. สูง 50 ซม. ด้านล่างสุดใช้ฝาปิดท่อรอง เพื่อไม่ให้รากมะนาวทะลุได้ แต่ไม่โบกปูน เพราะต้องให้น้ำไหลซึมออกได้ โดยเลือกมะนาวพันธุ์ "พิจิตร 1" มีคุณสมบัติพิเศษคือ ผลผลิตโต ให้น้ำมะนาวมาก ออกผลผลิตเร็ว ผลดก และทนสภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงต่อโรคด้วย

 การปลูกนั้น สมนึกบอกว่า ใช้หน้าดินร่วนซุยปนทราย 3 ส่วนผสมกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน เทลงในท่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ให้ดินพูนปากท่อเล็กน้อย เผื่อไว้เวลารดน้ำสภาพดินจะยุบเสมอปากท่อพอดี จากนั้นขุดหลุมพอประมาณ นำต้นกล้ามะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ที่มาจากการตอนกิ่งลงปลูก รดน้ำวันละ 1 ครั้ง หากใช้ระบบสปิงเกลอร์เปิดน้ำ 5-10 นาที หากปลูกแบบชาวบ้านให้รดน้ำให้พอดินชื้น

 หลังจากปลูกแล้วต้องให้ปุ๋ยทุก 1 เดือนโดยใส่ปุ๋ยคอกราว 1 กะลามะพร้าวผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ กระทั่งมะนาวมีอายุราว 8-12 เดือน จะเริ่มให้ผลผลิตปีแรกที่ทดลองในศูนย์ฯ ได้ต้นละ 420 ผลต่อปี หรือประมาณ 25-30 กก. และจะให้ผลผลิตดกตอนอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปมะนาวจะออกผลผลิตตลอดปี แต่จะให้ผลผลิตมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 

 สำหรับการบังคับให้มะนาวที่ปลูกในท่อซีเมนต์ออกผลผลิตนอกฤดูกาล คือช่วงที่มะนาวขาดแคลนและมีราคาแพงราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคมนั้น สมนึก บอกว่าไม่มีเคล็ดลับอะไรมากมาย เพียงแต่ช่วงที่มะนาวเริ่มออกดอกมากราวเดือนมีนาคม-เมษายนนั้น ให้งดการรดน้ำประมาณ 10-15 วัน จนใบมะนาวจะเริ่มเฉา จากนั้นจึงรดน้ำ พอต้นมะนาวเริ่มฟื้น จัดการตัดแต่งกิ่ง รดน้ำปกติ ให้ปุ๋ยสูตรเดิม แต่ให้เพิ่มปุ๋ยทางใบบ้าง เป็นปุ๋ยเกล็ดสูตรเสมอ 15-15-15 เช่นกัน

 กระทั่งราวเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน มะนาวจะเริ่มออกดอก และสามารถเก็บผลิตผลหลังจากออกดอกแล้วราว 5 เดือนคือราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เป็นช่วงที่ผลผลิตมะนาวในท้องตลาดมีน้อย และราคาแพงถึงผลละ 5-8 บาท

 "ที่เราต้องปลูกในท่อสะดวกต่อการบังคับให้ออกนอกฤดูกาล  แต่ถ้าเราปลูกลงดินรากจะชอนไชไปถึงแหล่งน้ำ เมื่อต้นมะนาวได้น้ำใต้ดินก็ลำบากต่อการบังคับไม่ให้ดอกตามปกติ เราจึงใช้วิธีการปลูกในท่อซีเมนต์ หากปลูกกินเองปลูก 2-3 ต้นก็พอแล้วครับคือปล่อยให้ออกผลตามปกติ 1-2 ต้น บังคับให้ออกผลตอนที่มะนาวแพง 1 ต้น ผมเชื่อว่าการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์สามารถเก็บผลิตได้กว่า 10 ปีครับ" สมนึกกล่าว
 
 นับเป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถจะแก้ปัญหามะนาวราคาแพงในอนาคตได้


บันทึกการเข้า

eskimo_bkk-LSV team♥
.กลุ่มผู้มีน้ำใจงาม..
member
*

คะแนน1459
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9304


ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวก


« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 12, 2014, 08:38:07 am »

วัน พุธ ที่ 12 มีนาคม 2557 ประเทศไทย

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2006, Lewis Media Free Web Counter
Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM